Archive for the 'Uncategorized' Category

District 9 :: มนุษย์ต่างด้าว

หลังจากถูกวางตัวให้กำกับโปรเจ็คหนังฟอร์มยักษ์อย่าง Halo โดยมี Peter jackson เป็นคนโปรดิวซ์ให้ ทุกคนก็พุ่งความสนใจไปยังผู้กำกับหนังหน้าใหม่ Neill Blomkamp กันใหญ่ แต่หลังโปรเจ็คถูกพับไม่มีกำหนด Neill จึงได้รับอนุญาตให้เอาหนังมนุษย์ต่างดาวที่เคยเป็นหนังสั้นมาพัฒนาต่อจนกลายเป็น District 9

ในแง่ของผู้กำกับหน้าใหม่ที่ต้องมาดูแลงานสร้างขนาดนี้นับว่าเสี่ยงไม่เบา อย่างไรก็ดี Neill ก็แสดงให้เห็นว่าเอาอยู่ และนับว่าสร้างได้ถูกมาก เมื่อเทียบกับฟุตเตจ CG จำนวนมากที่ซ่อนตัวอยู่ในหนัง แน่นอนว่าด้วยหน้าหนังแล้วคงไม่ใช่หนังที่จะทำเงินมากมายนัก (ใครจะยอมมาดูหนังภาพไหว ๆ แบบนี้ซักกี่คนกัน) แต่ด้วยทุนสร้าง 80 ล้านเหรียญ หักลบกลบหนี้ คงได้ทั้งเงินได้ทั้งกล่องไปไม่ยาก

ถ้าพูดถึงประเด็นของหนัง ตัวแก่นของเรื่องก็พื้น ๆ ไม่มีอะไรหักเหลี่ยมเฉือนคม แต่ Neill ฉลาดในการวางองค์ประกอบหนังให้ดูสมจริง (ทำเป็น Mocumentary) น่าสนใจ (เหตุเกิดในแอฟริกาใต้, กุ้ง (มนุษย์ต่างดาว) เป็นพวกลี้ภัย ฯลฯ) ทำให้แม้ประเด็นที่พูดจะธรรมดาไปหน่อย แต่ด้วยรูปแบบการนำเสนอทำให้เรื่องเดิม ๆ นั้นดูน่าสนใจขึ้นเป็นอย่างมาก

ส่วนตัวดูจบแล้วรู้สึกว่าแกนของหนังอยู่ที่การรับมือต่อการกลายสภาพของตัวเอก (แต่หน้าโปสเตอร์เมืองไทยนี่สื่อให้เห็นว่ามันเป็นหนังมนุษย์ต่างดาวบุกโลก ยิงกันระห่ำเดือด ซึ่งเชื่อว่าจะมีคนผิดหวังหลังจากออกจากโรงอยู่ไม่น้อย ) ปมประเด็นหลายอย่างถูกจัดวางไว้ เพื่อใช้ประโยชน์เป็นช่วง ๆ ได้เป็นอย่างดี ตัวเอกต่อกรทั้งกับการกลายสภาพภายนอก และการกลายสภาพภายใน จนในที่สุดหนังก็มาถึงบทสรุปว่า มุมมองของตัวเอกต่อกุ้งเป็นอย่างไรและอะไรคือเป้าหมายถัดไปในชีวิตของเขากัน

ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่สำคัญว่าวิคัสจะกลายสภาพเป็นอะไร เมื่อภาพสุดท้ายแสดงให้เห็นแล้วว่า เค้ายังคงเป็นมนุษย์และการกลายสภาพนั้นเป็นเพียงเปลือกนอกเท่านั้น

สมหวัง
+ การนำเสนอรูปแบบใหม่ น่าสนใจ และนำมารับใช้เนื้อหาเป็นอย่างดี
+ ตีโจทย์ได้รอบ รวมถึงใช้ประโยชน์ได้ค่อนข้างคุ้มค่า เช่น กรณีเป้าหมายลึก ๆ ของรัฐบาล, พวกหาประโยชน์ชาวไนจีเรีย, การค้าประเวณีข้ามสายพันธุ์ ฯลฯ สร้างโลกอันสมจริงขึ้นมาอย่างน่าเชื่อถือ
+ สะใจที่เรื่องเกิดในโจฮันเนสเบิร์ก แอฟริกา (หาใช่ใน USA ไม่)
+ งาน CG คุณภาพเยี่ยม และที่สำคัญนำมารับใช้เนื้อหา ไม่ใช่นำ

ผิดหวัง
- ด้วยปัญหาเรื่องรูปแบบการนำเสนอที่ดูสมจริง ทำให้พอมีอะไรที่ผิดตรรกะหน่อย จึงก่อให้เกิดความสงสัยมากกว่าปกติ เช่น อาวุธที่กุ้งมี ทำไมไม่ใช้ประโยชน์กัน, วิคัสที่พลัดหลงไปบ้านคริสโตเฟอร์อย่างบังเอิญ, จู่ ๆ ทำไมถึงอพยพมาอยู่กันที่โลก เป็นต้น
- เป็นหนังที่ดูแล้วจิตตกไปหน่อย แต่ถ้าชอบดราม่าหนัก ๆ ก็น่าจะโดนใจไม่ยาก
- ระบบความคิดที่ไม่แน่นอนของพวกกุ้ง รวมถึงกุ้งบางตัวในหนังที่ฉลาดเกินหน้ากุ้งอีกล้านกว่าตัวที่เหลืออย่างมีนัยยะสำคัญเกินไป
- แฟนสาวของวิคัสที่บทไม่ค่อยสร้างความน่าเชื่อถือว่าทั้งคู่รักกันขนาดนั้น

ความงามอันสัมบูรณ์

-1-
ระหว่างสนทนากันในมื้ออาหารครั้งหนึ่ง ขณะถกกันเรื่องเทคโนโลยีศัลยกรรมเพื่อความงามในปัจจุบัน เพื่อนหญิงคนหนึ่งแสดงความคิดเห็นขึ้นกลางวงว่า

ผู้หญิงที่เคยสวยมากเมื่อหลายปีก่อน กำลังสวย”น้อยลง” เนื่องมาจากการที่คนทั่ว ๆ ไปสวยขึ้นจากการศัลยกรรม

นำมาซึ่งข้อสงสัยสำหรับผมว่า ความสวยนั้นเป็นสิ่ง สัมพัทธ์ หรือ สัมบูรณ์ กันแน่

ตะเกียบจะยาวหรือสั้น ขึ้นกับว่าตะเกียบถูกเทียบกับไม้จิ้มฟัน หรือ กระบอง นั่นเองคือสัมพัทธ์
ขณะที่สัมบูรณ์คือความหมายหมดจรด เบ็ดเสร็จ ไม่จำเป็นต้องนิยามด้วยการเปรียบเทียบกับสิ่งไหน

จำไม่ได้ว่าวันนั้นข้อคิดเห็นจบลงอย่างไร แต่เพื่อนหญิงกล่าวว่า ความงามนั้นน่าจะลดลงเนื่องจากความเคยชินของคนมอง และแปรผกผันกับความสวยของคนรอบข้าง ที่เพิ่มความเร่งขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญตามคมมีดของหมอแต่ละคน

-2-
วันนี้อ่านเจอเรื่องเล่าจากหนังสือ “ระยะทางอันห่างใกล้” ของคุณนิ้วกลมและคุณพิมปาย เป็นเรื่องเล่าจากเทือกเขาหิมาลัย ในบ้านของคนที่อาศัยในเทือกเขาที่เรียกได้ว่ามีเสน่ห์ที่สุดในโลกนั้น กลับมีปฎิทินรูปเทือกเขาในสวิสเซอร์แลนด์แขวนไว้ เออหนอคนเรา อยู่ใกล้หิมาลัย แต่ใจกลับอยู่ที่สวิสเซอร์แลนด์ คุณนิ้วกลมตั้งคำถามขึ้นมาว่า

“คนที่นี่(หิมาลัย) จะเห็นว่าวิวแบบนี้สวยไหม”

หากมีสมการความสวย ค่าความสวยกับความใกล้ชิด ค่าความสวยกับความเคยชิน จะแปรผกผันกันไหม
ยิ่งใกล้ชิดมากเท่าไหร่ ยิ่งเห็นว่าสวยน้อยลง
ยิ่งเคยชินกับสิ่งนั้นมากแค่ไหน ก็ยิ่งเห็นว่ามันช่างสามัญธรรมดา

-3-
ความคิดทบทวนย้อนไปยังคำกล่าวที่ว่า

“beauty lies in the eyes of the beholder”
ความสวยนั้นขึ้นกับสายตาที่มอง

ท้ายสุดแล้วผมเห็นด้วยแล้วว่าความสวยนั้นสัมพัทธ์จริง แต่ความสวยของคนคนนั้นไม่ได้สัมพัทธ์กับคนรอบ ๆ ตัวเธอ หากแต่สัมพัทธ์กับสายตาของคนมองต่างหาก ดังนั้นด้วยความสวยที่ทวีขึ้นของคนรอบข้าง หากสร้างความเคยชินให้กับมอง เขาก็ย่อมเห็นเธอคนนั้นสวยน้อยลงเป็นธรรมดา

อย่างไรก็ดีความสวยนั้นก็ไม่ได้อยู่เพียงภายนอกเท่านั้น

สายตาที่มองเห็นแต่ความสวยภายนอกโดยละเลยความงามภายใน นั่นเป็นเพียงสายตาอันโง่เขลาเท่านั้น

เพราะความงามภายในนั้นสัมบูรณ์ และถูกสร้างขึ้นโดยเจ้าของเท่านั้น มีดหมอไม่เกี่ยว

Olympic London 2012 Logo

Olympic Emblem

เอาหน้าตาของโลโก้โอลิมปิกครั้งที่ผ่าน ๆ มามาให้ดู ผมค่อนข้างชอบโลโก้ของงานโอลิมปิกที่จีนค่อนข้างมาก คิดว่าข้อได้เปรียบอย่างนึงที่จีนเหนือกว่าหลาย ๆ ประเทศที่เคยจัดมาคือ ความเข้มแข็งของวัฒนธรรม จีนมีอารยธรรมที่ยาวนาน จนมีวัฒนธรรมที่มีความเฉพาะตัวสูงมาก หลาย ๆ อย่างเห็นปุ๊บรู้ทันทีว่าเป็นของจีน ยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างเช่น อักษรจีน พู่กันจีน อาคารทรงจีน แม้แต่สีแบบจีน ๆ (แดงแจ๋) ดังนั้นพอจะทำอะไรซักอย่างจึงสามารถทำได้อย่างชัดเจน อย่างเช่นโลโก้ของงานโอลิมปิกครั้งนี้ที่ออกมาหน้าตาแบบนี้

เห็นครั้งแรกผมว่าคนคิดตอบโจทย์ได้ดีเหลือเกิน อาจจะด้วยว่ามีความคุ้นเคยกับวัฒนธรรมจีนพอสมควร พอมองปราดเดียวก็รู้เลยว่า นี่มันเป็นการเลียนแบบตราประทับลงชื่อของจีน แล้วเอาอักษรของคำว่าปักกิ่งมาบิดให้กลายเป็นคนในตราประทับอีกที แล้วเขียนอักษรด้วย Type Face แบบพู่กันจีน ทั้งหมดนี้ดูมีความหมายและหนักแน่นในส่วนของวัฒนธรรมจีนอย่างมาก น่าทึ่งเหลือเกิน

ด้วยความสงสัยเลยค้นโลโก้ของงาน London 2012 ที่จะจัดขึ้นในอีก 4 ปีข้างหน้านี้ แล้วพบว่ามันมีหน้าตาอย่างนี้

ในทีแรกผมว่ามันอุบาทว์อย่างที่ใคร ๆ คิดนั่นล่ะครับ แถมมารู้อีกว่าไอ้โลโก้สีแปร๋นนี้มันราคา 25 ล้านบาท ก็แทบลมใส่ และคิดในใจว่า ใครมันโง่จ่าย (วะ)
แต่ความคิดของผมก็เริ่มเปลี่ยนไปเมื่อแวะไปในหน้าเว็บของผู้ออกแบบ คุณ Wolff Olins ผมเริ่มค่อย ๆ เข้าใจขึ้นมาทีละนิดในแต่ละคลิก (โอ้โห ฟังดูดราม่ามาก) และรู้สึกทึ่งไปกับความคิดของผู้สร้างขึ้นมาทีละน้อย

อย่างแรกที่สังเกตุได้คือ การออกแบบครั้งนี้ใช้สีฉูดฉาดกว่าปกติ แถมสีที่เลือกเป็นสี M100 กับ C 100 ซึ่งถือว่าเป็นสี เด็กแนว ในพ.ศ.นี้ เป็นสีที่นิยมใช้กันในเว็บไซต์ รวมถึงงานสิ่งพิมพ์ใหม่ ๆ ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งที่เลือกแบบนี้ผู้ออกแบบบอกว่า เพื่อดึงคนที่อายุไม่มากนักให้มาสนใจงานโอลิมปิกมากกว่าเน้นให้เป็นเทศกาลอันศักดิ์สิทธิ์

จากนั้นพอผมย้อนดูผลงานเก่า ๆ ของคุณ Wolff มาก ๆ เข้าก็เข้าใจว่า หลาย ๆ ครั้งงานออกแบบของเค้าไม่ได้เป็นแค่การออกแบบโลโก้ แต่เป็นการออกแบบ Brand แบบรอบด้าน อย่างเช่น นอกจาก โลโก้ Sony Ericsson จะถูกออกแบบขึ้นมาแล้ว มันยังถูกกำหนดแนวทางการใช้งาน และการวางตัวอักษร (ซึ่งรวมถึง type face ของ Font และ การวางตำแหน่งของอักษรอย่างคล้องจองกัน) และอื่น ๆ อีกมากมาย อีกด้วย

แล้วพอกลับมาดูเว็บหน้าที่พูดถึงการออกแบบโลโก้โอลิมปิกผมเลยเห็นอะไรบางอย่าง ดูจากภาพนี้ครับ

อย่างนึงที่น่าสนใจคือ โลโก้มันค่อนข้างจะเป็นลักษณะของ form ในแบบ Universal คือมันเอาไปทำอะไรได้หลายอย่าง โดยที่ยังอยู่ใน Theme ของงาน อย่างทำกำแพงเป็นลายเหลี่ยม ๆ สีสันฉูดฉาด ทำเสื้อ ถุงผ้า ทำนั่นทำนี่ มองปราดเดียวก็รู้ว่านี่มันงานโอลิมปิกนี่ แถมในโลโก้ยังเปลี่ยนสีไปมา สีอะไรก็ได้ (หรือแม้กระทั่งข้างในเป็นรูปถ่าย) เพราะสิ่งที่เป็นแกนหลักของ Brand คือรูปทรงและโทนของสีสัน ไม่ใช่ตัวโลโก้แบบเป๊ะ ๆ

พอเห็นแบบนี้ผมรู้สึกทึ่งไปกับการออกแบบพอสมควร หากโจทย์คือการปรับมุมมองของโอลิมปิกให้กลายเป็นกีฬาสำหรับทุกคน ผมว่านี่เป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นที่ดี ต่อไปนี้อยู่ที่ฝีมือของทีมจัดงานแล้วว่าจะทำอย่างไรให้ทุกอย่างสอดคล้อง ส่งเสริมกัน และกลายเป็นงานที่เชิดหน้าชูตาอังกฤษบนเวทีโลกอย่างเต็มภาคภูมิ เหมือนอย่างที่โอลิมปิก 2008 ได้เปิดตัวจีนอย่างสมศักดิ์ศรีในปีนี้

ตอนนี้กลายเป็นผมมาคอยภาวนาว่า คณะกรรมการอย่าได้ยอมฟังกระแสของคนคัดค้านจนยอมเปลี่ยนโลโก้นะครับ ผมอยากเห็นการใช้งานโลโก้นี้ในงานอีก 4 ปีข้างหน้าชะมัด อยากรู้ว่าจะทำได้ดีแค่ไหน แล้วถ้าถึงตอนนั้นผมยังเขียนบล็อก คงได้มา Post ว่าถูกใจหรือผิดหวังอย่างไร

ปล. มีใครดูออกไหมว่า โลโก้นี้มันเป็นรูปอะไร ผมใช้เวลาดูอยู่ 2 ชั่วโมง จนพบว่ามันคือเลข 2012

วันที่ 27 สิงหาคม

หลายคนคงได้รับเมล์นี้มา

วันที่ 27 สิงหาคม 2551 คือวันที่คนทั้งโลกตั้งตารอคอย….

เพราะดาวอังคารจะส่องแสงเจิดจรัสบนฟากฟ้าให้เห็นแบบช ัดเจนที่สุดตลอดเดือนสิงหาคม ด้วยรูปทรงขนาดใหญ่ประดุจดังพระจันทร์เต็มดวงซึ่งเรา สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า โดยเฉพาะวันที่ 27 สิงหาคมซึ่งทุกอย่างจะชัดเจนสมบูรณ์ที่สุดเพราะวันนั ้นดาวอังคารจะอยู่ห่างจากโลก แค่ 34.65 ล้านไมล์

อย่าพลาดนะ…คืนวันที่ 27 สิงหาคมนี้ เวลาประมาณเที่ยงคืนครึ่ง เราจะเห็นดวงจันทร์สองดวงบน

ท้องนภา (โรแมนติคมั่กมั่ก) ปรากฎการณ์เช่นนี้จะมีให้เห็นอีกครั้งในปี คศ. 2287 (หรือพุทธศักราช 2830)

ร่วมแบ่งปันเมล์นี้ให้เพื่อน (และคนที่คุณรัก / หรือแอบรัก) ด้วยนะครับ เพราะนี่คือโอกาสเดียวในชีวิต (ยกเว้นแต่คุณเป็นมนุษย์อมตะซึ่งสามารถมีชีวิตได้อีก 280 ปี)

บังเอิญในช่วง 3-4 วันนี้ผมได้รับเมล์นี้มา 3 ฉบับเห็นจะได้ และแต่ละฉบับจะผ่านมา Fwd มาไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง แต่เพราะทราบว่าเรื่องนี้แหกตา (คิดกันง่าย ๆ เป็นไปได้ยังไงดาวอังคารจะใหญ่เท่าพระจันทร์ ห่างกันตั้งหลายล้านกิโล ) เรื่องทำนองเคยเขียนแล้ว เรื่องจริงของโค้ก

เอ้ามารับข้อมูลกันอีกซักทางที่ Will the Mars look as big as the moon on august 27? Nope!

จากหน้าภาษาฝรั่งยาวเฟื้อย แปลเป็นไทยสรุปได้ประมาณว่า

  1. จริง ๆ แล้วเมล์นี้เกิดมาตั้งแต่ปี 2003 แล้วและไม่ได้ระบุปีว่าเป็นปีไหน  (แต่ในเมล์ไทยมีระบุว่าปี 2551) พอคนไทยแปลไปแปลมากลายเป็น 2551 ได้ไงไม่รู้
  2. ดาวอังคารเข้าใกล้โลกมากในปี 2003 จริง ซึ่งเป็นการเข้าใกล้มากที่สุดในรอบ 50000 ปี แต่ก็เป็นระยะที่ไม่มากนัก คือเป็นระยะทาง 55,758,006 กิโลเมตร เทียบกับดวงจันทร์ที่มีระยะ 385,000 กิโลเมตร (ต่างกันราว 144 เท่า) แล้วมันจะใหญ่เท่ากันได้ไง

และขอเพิ่มความหนักแน่นด้วยลิงค์อธิบายจาก NASA

พยัญชนะไทย

กขฃคฅฆงจฉชซฌญฎฏฐฑฒณดตถทธนบปผฝพฟภมยรลวศษสหฬอฮ

ปล.โพสต์เก็บไว้เพราะว่าหาในเน็ตยากเหลือเกิน สุดท้ายเลยพิมพ์เอง

hello world

Hello from apple store 5th Ave by iPhone

ทดสอบ mini-Entry

ทดสอบ mini-Entry เฉย ๆ ครับ ไม่มีอะไรต้องอ่าน ผ่านไปเลยครับ

อัจฉริยะข้ามคืน

ไม่รู้มีใครเคยดูอัจฉริยะข้ามคืนหรือเปล่า (เอ หรือต้องถามว่าใครไม่เคยดูจะเหมาะกว่าไหม)
ผมเคยดูครั้งเดียว (และดูไม่จบซะด้วย) แต่พอเข้าใจคอนเซปต์คร่าว ๆ ว่า
เกมที่เอาคนเก่งด้านต่าง ๆ มารวมกันในหนึ่งคืน แล้วให้แข่งกันแก้ปัญหาใครชนะได้ 1 ล้านบาท
วันนี้เจอเข้าที่ Wikipedia รวมคำถามที่ต้องแก้ปริศนาตัวเลขท้ายรายการ จากคำใบ้พิลึก ๆ ให้กลายเป็นเลข 4 หลัก อ่านแล้วก็งง สงสัยว่าผู้แข่งขันมันคิดกันได้ไงฟะ
หรือเราโง่เองหว่า
เชิญพิสูจน์ตัวเองได้ที่นี่
เว็บไซต์ของรายการ ที่นี่