Archive for the 'Books' Category

ความงามอันสัมบูรณ์

-1-
ระหว่างสนทนากันในมื้ออาหารครั้งหนึ่ง ขณะถกกันเรื่องเทคโนโลยีศัลยกรรมเพื่อความงามในปัจจุบัน เพื่อนหญิงคนหนึ่งแสดงความคิดเห็นขึ้นกลางวงว่า

ผู้หญิงที่เคยสวยมากเมื่อหลายปีก่อน กำลังสวย”น้อยลง” เนื่องมาจากการที่คนทั่ว ๆ ไปสวยขึ้นจากการศัลยกรรม

นำมาซึ่งข้อสงสัยสำหรับผมว่า ความสวยนั้นเป็นสิ่ง สัมพัทธ์ หรือ สัมบูรณ์ กันแน่

ตะเกียบจะยาวหรือสั้น ขึ้นกับว่าตะเกียบถูกเทียบกับไม้จิ้มฟัน หรือ กระบอง นั่นเองคือสัมพัทธ์
ขณะที่สัมบูรณ์คือความหมายหมดจรด เบ็ดเสร็จ ไม่จำเป็นต้องนิยามด้วยการเปรียบเทียบกับสิ่งไหน

จำไม่ได้ว่าวันนั้นข้อคิดเห็นจบลงอย่างไร แต่เพื่อนหญิงกล่าวว่า ความงามนั้นน่าจะลดลงเนื่องจากความเคยชินของคนมอง และแปรผกผันกับความสวยของคนรอบข้าง ที่เพิ่มความเร่งขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญตามคมมีดของหมอแต่ละคน

-2-
วันนี้อ่านเจอเรื่องเล่าจากหนังสือ “ระยะทางอันห่างใกล้” ของคุณนิ้วกลมและคุณพิมปาย เป็นเรื่องเล่าจากเทือกเขาหิมาลัย ในบ้านของคนที่อาศัยในเทือกเขาที่เรียกได้ว่ามีเสน่ห์ที่สุดในโลกนั้น กลับมีปฎิทินรูปเทือกเขาในสวิสเซอร์แลนด์แขวนไว้ เออหนอคนเรา อยู่ใกล้หิมาลัย แต่ใจกลับอยู่ที่สวิสเซอร์แลนด์ คุณนิ้วกลมตั้งคำถามขึ้นมาว่า

“คนที่นี่(หิมาลัย) จะเห็นว่าวิวแบบนี้สวยไหม”

หากมีสมการความสวย ค่าความสวยกับความใกล้ชิด ค่าความสวยกับความเคยชิน จะแปรผกผันกันไหม
ยิ่งใกล้ชิดมากเท่าไหร่ ยิ่งเห็นว่าสวยน้อยลง
ยิ่งเคยชินกับสิ่งนั้นมากแค่ไหน ก็ยิ่งเห็นว่ามันช่างสามัญธรรมดา

-3-
ความคิดทบทวนย้อนไปยังคำกล่าวที่ว่า

“beauty lies in the eyes of the beholder”
ความสวยนั้นขึ้นกับสายตาที่มอง

ท้ายสุดแล้วผมเห็นด้วยแล้วว่าความสวยนั้นสัมพัทธ์จริง แต่ความสวยของคนคนนั้นไม่ได้สัมพัทธ์กับคนรอบ ๆ ตัวเธอ หากแต่สัมพัทธ์กับสายตาของคนมองต่างหาก ดังนั้นด้วยความสวยที่ทวีขึ้นของคนรอบข้าง หากสร้างความเคยชินให้กับมอง เขาก็ย่อมเห็นเธอคนนั้นสวยน้อยลงเป็นธรรมดา

อย่างไรก็ดีความสวยนั้นก็ไม่ได้อยู่เพียงภายนอกเท่านั้น

สายตาที่มองเห็นแต่ความสวยภายนอกโดยละเลยความงามภายใน นั่นเป็นเพียงสายตาอันโง่เขลาเท่านั้น

เพราะความงามภายในนั้นสัมบูรณ์ และถูกสร้างขึ้นโดยเจ้าของเท่านั้น มีดหมอไม่เกี่ยว

เปลือยญุี่ปุ่น

เป็นงานเขียนของผมที่ส่งไปประกวด และได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสารท้องถิ่น เมื่อซัก 2-3 ปีที่แล้ว ปัจจุบันนิตยสารดังกล่าวหยุดพิมพ์แล้ว (สงสัยเนื่องจากบรรณาธิการต้องไปเลี้ยงลูก ; ) ) ค้น ๆ ไปเจอเข้าในเครื่อง เลยเอามาลงขัดตาทัพไปก่อน เพราะช่วงนี้เก็บตัวอ่านหนังสือสอบมิดเทอมอยู่

เมืองทาคายาม่าเป็นเมืองเล็ก ๆ ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขา ในประเทศญี่ปุ่น ถ้าโตเกียวเปรียบได้กับกรุงเทพ เกียวโตเปรียบได้กับอยุธยา เมืองทาคายาม่าคงเปรียบได้กับแม่ฮ่องสอน

จริง ๆ แล้วปลายเดือนมีนาคมที่ทาคายาม่าน่าจะร้อนแล้ว แต่ด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบ ตอนนี้หิมะตก อุณหภูมิอ่านค่าได้ -1 องศาเซลเซียส ซึ่งไม่เหมาะกับคนไทยเขตร้อนเช่นผมอย่างยิ่ง แม้ว่าสวมเสื้อสามตัวแล้ว ขนแขนยังลุกเป็นระยะ ๆ ตลอดทาง

หลายคนกล่าวไว้ว่ามาญี่ปุ่นแล้ว ต้องหาโอกาสลองแช่บ่อน้ำร้อนกลางแจ้ง หรือที่เรียกกันในภาษาญี่ปุ่นว่า ออนเซ็น ดูซักครั้ง เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ประกอบขึ้นมาจากหมู่เกาะ และมีภูเขาไฟมากมาย ทำให้เกิดบ่อน้ำร้อนธรรมชาติทั่วเกาะเต็มไปหมด ชาวญี่ปุ่นเชื่อกันว่า การได้แช่ออนเซ็นจะทำให้ร่างกายสดชื่นด้วยอิทธิฤทธิ์ของแร่ที่อยู่ในน้ำ ผมจึงตั้งใจว่า มาญี่ปุ่นคราวนี้ ออนเซ็นเป็นกิจกรรมระดับ “พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง!” แต่ชีวิตมันไม่ง่ายดายอย่างนั้น เมื่ออุปสรรคอันใหญ่เขื่องสำหรับชาวไทยอีสานอย่างผมคือ ผมไม่ได้เปลือยเปล่าต่อหน้าสาธารณชนเป็นเวลานานหลายสิบปีแล้วนี่สิ

ผมเข้าถึงที่พักในตอนบ่าย ในห้องพักมีชุดคลุมอาบน้ำญี่ปุ่น หรือที่เรียกว่ายูกาตะ พับไว้อย่างสวยงาม วางคู่กับผ้าเช็ดตัวขนาดเล็ก ๆ หนึ่งผืน เอกสารแนะนำเรื่องการใช้บริการออนเซ็น ซึ่งสรุปสั้น ๆ ได้ว่า ในการแช่บ่อน้ำร้อน ตามมารยาทแล้วห้ามสวมเสื้อผ้าโดยเด็ดขาด ต้องอาบน้ำให้เนื้อตัวสะอาดก่อนลงแช่ในบ่อ ซึ่งสบู่แชมพูมีบริการพร้อมแล้วที่ห้องอาบน้ำ ไม่จำเป็นต้องถือไป ผ้าเช็ดตัวที่วางไว้ใช้สำหรับถูตัวเวลาอาบน้ำ และที่สำคัญห้ามแช่นานเกินไป เพราะอาจเป็นอันตรายได้

หลังจากศึกษาวิธีเป็นอย่างดี ผมเลือกเปลี่ยนให้เหลือยูกาตะเพียงชิ้นเดียว นัยว่าจะได้ตัดความประหม่าเวลาต้องถอดนั่นถอดนี่ต่อหน้าคนอื่น หลังจากนั้นก็หยิบผ้าเช็ดตัวผืนเล็กนั้น พาดบ่ามาด้วยก่อนจะเดินออกจากห้องไป ระหว่างเดินไปยังบ่อน้ำร้อน ผมขนลุกเป็นระยะ ๆ ไม่แน่ใจเพราะความหนาวแทรกผ่านผ้าฝ้ายเข้ามากระทบผิวหนัง หรือเพราะต้องเดินสวนกับสาวญี่ปุ่นในสภาพหวิว ๆ ไร้ซึ่งอาภรณ์ที่รัดกุมกันแน่

พอไปถึงที่บริเวณออนเซ็น ด้านหน้ามีบริการเครื่องดื่ม หนุ่มญี่ปุ่น 2-3 โต๊ะนั่งดื่มนมกันอยู่ เนื่องจากการแช่บ่อน้ำร้อนจะทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมาก ดังนั้นตามคำแนะนำจากผู้รู้ว่า หลังจากจากแช่ออนเซ็นควรดื่มน้ำหรือนม จะทำให้ร่างกายรู้สึกดีเป็นพิเศษ พอเดินลึกเข้าไป ก็พบกับทางเข้าบ่อน้ำร้อน ซึ่งแยกเป็นฝั่งชายและหญิง ผมเลือกเดินเข้าทางฝั่งชาย แม้ใจอยากหลงเดินเข้าอีกฝั่งใจจะขาด

เมื่อเดินเข้าไปถึงจะพบกับห้องแต่งตัว หลายคนเรียกว่าห้องทำใจ ผมเดินเข้ายืนแน่นิ่งอยู่หน้าตู้ล็อกเกอร์ พร้อมกับแอบมองไปยังน้องชายของคนอื่น ๆ ที่ต่างก็ออกมาลอยหน้าลอยตา เดินส่ายไปมากันขวักไขว่ ชาวไทยอีสานจับสายคาดชุดยูกาตะ พร้อมกับสะกดจิตตัวเองให้ปลดชุดออกแต่โดยดี ในเมื่อเห็นของคนอื่นแล้วก็ควรให้คนอื่นเห็นบ้างจะได้เสมอเหมือนกัน ว่าแล้วก็ปลดชุดยูกาตะ และก้มหน้าเดินเข้าไปยังห้องอาบน้ำโดยพลัน

สภาพห้องอาบน้ำเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ ภายในก่อกำแพงแบ่งเป็นช่อง ๆ แต่ละช่องกว้างราว ๆ 2 เมตร พอมองเข้าไปจะพบเก้าอี้ไม้ตัวเล็ก ขนาดพอ ๆ กับเก้าอี้ซักผ้า ฝักบัว ถังไม้ ก๊อกน้ำ สบู่ และแชมพู ถูกวางเตรียมไว้อย่างดี ผมเลือกเดินเข้าช่องอาบน้ำอันหนึ่ง ลากเก้าอี้มานั่ง และแอบศึกษาวิธีการอาบน้ำของหนุ่มญี่ปุ่นอีกฟากที่กำลังอาบน้ำอย่างเมามัน ว่าคนญี่ปุ่นเค้าอาบน้ำกันอย่างไร หาได้มีจิตเป็นอื่นไม่ พอดูซักพักก็ถึงบางอ้อว่าถังไม้นั้นมีไว้เติมน้ำให้เต็ม เทสบู่เข้าไป นำผ้าเช็ดตัวผืนเล็กจุ่มลงแล้วนำมาขัดถูตัวให้สะอาด ทราบดังนั้นก็เลียนแบบให้ดูกลมกลืนในทันที

ระหว่างที่กำลังนั่งขัดตัว ได้ยินเสียงแว่ว ๆ ของผู้หญิงมาจากช่องถัดไปอีก 2-3 ช่อง ด้วยอารามตกใจ ผมจึงชะเง้อไปดู (ครับ ถึงจะตกใจแต่ก็ไม่มุดหนีครับ) เห็นแล้วก็โล่งอกเมื่อพบว่าเป็นเด็กหญิงอายุ 3-4 ขวบกำลังอาบน้ำกับคุณพ่ออย่างสนุกสนาน โธ่… ดีใจ เอ้ย ตกใจหมด

หลังจากขัดถูตัวเรียบร้อยก็ถึงนาทีของบ่อน้ำร้อน สภาพของห้องแช่บ่อน้ำร้อนเต็มไปด้วยไอน้ำ ทำให้เรามองเห็นคนอื่น ๆ ไม่ถนัดนัก ความรู้สึกขัดเขินก็ลดน้อยลง ตามคำแนะนำกล่าวว่าน้ำในบ่อร้อนสูงถึงเกือบ 50 องศา ซึ่งหากลงไปในทันทีอาจลวกร่างกายได้ง่าย ๆ ดังนั้นเวลาลงต้องค่อย ๆ หย่อนตัวลง ผมลองหย่อนขาลงไป พอโดนน้ำเข้าก็ต้องหันไปมองคนอื่น เพราะน้ำร้อนมากจริง ๆ แต่พอเห็นชาวบ้านเค้าแช่กันอย่างสบายอกสบายใจ ก็พอโล่งใจว่าคงไม่เป็นอันตราย พอลงไปแช่ทั้งตัว ร่างกายก็ค่อย ๆ ปรับตัวได้ และเริ่มรู้สึกถึงความปลอดโปร่งโล่งสบาย แช่ได้ซักพักเริ่มรู้สึกมั่นใจขึ้น จึงย้ายไปยังโซนบ่อน้ำร้อนกลางแจ้ง

บริเวณกลางแจ้งเผยให้เห็นตัวเมืองจากมุมสูง แสงไฟระยิบระยับจากบ้านเรือนในทาคายาม่า บวกกับภูเขาที่ห้อมล้อม และหิมะที่กำลังโปรยปราย ทำให้ผมรู้สึกราวกับว่าได้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติอย่างแท้จริง นี่กระมังเหตุผลที่ห้ามไม่ให้สวมสิ่งใดไว้กับร่างกาย บรรยากาศทำเอาผมเคลิบเคลิ้มจนเกือบลืมว่าห้ามแช่นานเกินไป

เมื่อปลุกตัวเองจากภวังค์ ผมจึงลุกกลับออกไปเพื่อแต่งตัวและเดินทางเข้าที่พัก เตรียมตัวสำหรับมื้อค่ำ ระหว่างที่เปิดประตูบานเลื่อนไปยังห้องทำใจที่ฝากเสื้อผ้าไว้ ผมหยุดหายใจไปสองวินาทีกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

บรรยากาศโดยรอบเป็นชายหนุ่มญี่ปุ่นใหญ่น้อยเปลือยเปล่า บ้างก็แต่งตัว บ้างก็เก็บของ ซึ่งหลังจากแช่มาซักพักก็เริ่มชินตาแล้วว่ามันก็เหมือน ๆ กันกับของชาวไทยอย่างเรานี่แหละ แต่สิ่งที่ทำผมแทบช็อคคือคุณป้าแม่บ้านที่กำลังถูพื้นอยู่ตรงหน้าผมอย่างขะมักเขม้น ท่ามกลางเหล่าชายฉกรรจ์ไร้อาภรณ์อย่างไม่สะทกสะท้าน ขณะที่ผมกำลังยืนอึ้งกับเหตุการณ์ตรงหน้า มือข้างหนึ่งกำลังใช้ผ้าเช็ดตัวผืนเล็กประจำกายเช็ดผมอยู่ คุณป้าก็ทำท่าจะเงยหน้าขึ้นมามองว่าไอ้หนุ่มนี่ทำไมมันไม่เดินไปซักที วินาทีนั้นเองที่ระบบป้องกันตนเองของผมเริ่มทำงาน สมองสั่งการอย่างฉับไว ตรวจสอบหาอุปกรณ์ที่จะมาคั่นกลางระหว่างสายตาคุณป้ากับร่างกายผม ผม นึกได้ว่าในมือขวามีผ้าเช็ดตัวผืนเล็กคู่ใจอยู่ วินาทีนั้นเองคุณป้ากำลังเงยหน้าขึ้นมาแล้ว แย่แล้ว! ไม่ทันแล้ว ผมคงไม่สามารถย้ายมือที่เช็ดผมอยู่ไปปิดช่วงล่างได้ทัน เร็วเท่าความคิด ผมจึงเลื่อนผ้ามาปิดหน้าไว้แทน และเดินออกไปอย่างสง่าผ่าเผย

พร้อมกระหยิ่มยิ้มย่องใจว่า เป็นวิธีป้องกันช่วงล่างที่หลักแหลมแยบยลจริง ๆ
ปล. เสียใจกับหนุ่ม ๆ ด้วยที่บทความนี้ขึ้นต้นว่าเปลือยญี่ปุ่น แต่เนื้อเรื่องมีแต่ผู้ชายโป๊กับป้าแม่บ้าน 1 คน

สัปดาห์หนังสือ

หนังสือที่ได้จากสัปดาห์หนังสือปีนี้ หลังจากไปตะลุยเดินอยู่ 4 ชั่วโมง หอบหนังสือจนขาลากพบเรื่องที่น่าสนใจหลายอย่าง

  1. คนที่เรียนป.โทด้วยกันสนใจงานสัปดาห์หนังสือน้อยจนน่าใจหาย (ไม่แน่ใจว่าเพราะผมเป็นคนต่างจังหวัดหรือเปล่า เลยกรี๊ดกร๊าดเป็นพิเศษ เพราะแถวบ้านไม่มี)
  2. ผมสนใจอ่านหนังสือวรรณกรรมน้อยลงมาก (เมื่อก่อนอ่านเรื่องสั้นเยอะ ยิ่งอินดี้ยิ่งชอบ)
  3. ผมเสี่ยงน้อยลง หากไม่ใช่นักเขียนที่รู้จัก หรือเคยอ่านจะไม่ค่อยกล้าซื้อ
  4. ผมสนใจหนังสือเรื่องธุรกิจมากขึ้น และใจถึงกับหนังสือเหล่านี้มากกว่าหนังสือวรรณกรรม (เศร้าเล็กน้อย)
  5. หนังสือที่รู้สึกโดนใจในงาน ส่วนใหญ่ซื้อตามร้านหนังสือไปหมดแล้ว และในงานนี้ไม่ค่อยมีหนังสือปกใหม่ ๆ ที่โดนใจเท่าไหร่
  6. ค่าความเสียหายน่าจะเกือบ ๆ  3 พันได้มั้ง ลืมนับเงินก่อนเข้างาน แต่ที่แน่ ๆ กดมา 2500 ไม่พอใช้ต้องไปกดอีกรอบ
  7. หนังสือธุรกิจแพง หนังสือการ์ตูนก็แพง แต่ก็ซื้อ
  8. งานนี้หนังสือการ์ตูนเยอะขึ้น นักเขียนการ์ตูนไทยหาที่ทางได้เยอะขึ้นมาก (รู้สึกเป็นห่วง mud จังเลย สู้เค้านะครับพี่คุ่น)
  9. งานนี้เจอนิ้วกลม (ดีใจอย่างแรง ได้ลายเซ็นด้วย คุยกันนิดหน่อย บอกว่าพี่เขียนหนังสือโคตรเก่งเลยครับ พี่แกคงกินข้าวอร่อยไปสามล้านปีแสง ; ผมรู้สึกอย่างที่พูดจริง ๆ นะครับ), เจอคุณทรงวิทย์ สี่กิติกุล โดยบังเอิญ ได้ลายเซ็นด้วย, เห็นบก. Let’s, เห็นคุณโหน่ง (วงศ์ทนงค์) (คนนี้ไม่่ค่อยตื่นเต้นแล้ว)
  10. Let’s Comic เล่มใหญ่เลิกแล้ว เปลี่ยนเป็น Bookazine แทน ขายราคาเป็นสองเท่าของเล่มเดิม ลุยอุดหนุนกันต่อไป โย่ว!
  11. สำนักพิมพ์แจ่มใส คือนครเมกกะของเด็กสาว ม.ต้น คนเยอะมากกกกกกก
  12. สำนักพิมพ์ a book ทอนเงินช้าที่สุดในงาน, นิ้วกลมอยู่บูธ Full Stop, คุณวินทร์ เลียววารินท์ มีบูธเป็นของตัวเองใหญ่มาก และมีหนังสือที่เค้าเขียนเต็มไปหมด (สุดยอด)
  13. 4 ชั่วโมง เดินยังไม่หมด (เกือบ ๆ ) ถ้าสัปดาห์หน้าคึกเดี๋ยวไปอีกรอบ เก็บตก
  14. ได้เสื้อ Movie lovers are sick people รุ่นใหม่ของ Bioscope มา 1 ตัว ดีใจ (สีแดง ลายแฟรงเกนสไตน์) ตอนนี้ยังใส่อยู่ด้วยความเห่อ
  15. มีบริการฝากของแถว ๆ ด้านนอกของแพลนนารี่ฮอลล์ แต่ถ้ามีของมีค่ามาก ๆ มีล็อกเกอร์บริการ อยู่ แถว ๆ ประตูทางออกที่ติดทะลุไปรถไฟฟ้าใต้ดิน (ใกล้ ๆ ฟู้ดคอร์ท อยู่หน้าห้องน้ำ) สนนราคาอยู่ที่ 20 บาท ใช้ได้ดี ลองมาแล้ววันนี้
  16. ได้มาทั้งสิ้น 20 เล่ม ได้แก่ TRY, เพลงรักประกอบชีวิต, ปอกกล้วยในมหาสมุทร, ปลาย่าง, จิ๊บปี้ การผจญภัยของนกกระจอกแห่งหลังคา, หนังอาร์ตไม่ได้มาเพราะโชคช่วย, mud เล่ม Superheroes, มักก้าซิน Demo 2 Years later, Let’s comic vol.1, โลกของเรา, ที่นี่…มีชีวิต, ABC Comic Vol. 4 Colors, เด็ก สตรี คนชรา, รู้เช่นเห็นชาติ การตลาดยุคใหม่, เปรี้ยง เจาะลึกไอเดียเขย่าเมือง, โฆษณุก, แบรนด์ไทย ไปโตเมืองนอก, The Effective Executive, จับเข่าสนทนา 12 ปรมาจารย์การตลาด, ผ่าความคิด สตีฟ จอบส์

คิดนอกกรอบ Thinking out of the box

โจทย์วิชา Business Communication อาจารย์ให้ขึ้นไปพูดหน้าห้องเรื่องอะไรก็ได้ยาว 3 นาที คิดใคร่ครวญแล้วคิดว่าอยากเล่าเรื่อง Fosbury flop แต่คิดว่าอาจจะน่าสนใจน้อยไปหน่อย เลยขึ้นเรื่องและจบเรื่องด้วยคำถามเรื่องการลากเส้นต่อจุด 9 จุดสุดคลาสสิค เพื่อทำให้งานนำเสนอน่าสนใจขึ้น และเฉลยช่วงท้ายเรื่องการลากด้วยเส้น 1 เส้น หรือ 0 เส้น คิดว่าหลายคนน่าจะยังไม่รู้

พอทำและพรีเซ็นต์หน้าห้องไปแล้ว รู้สึกว่าสไลด์ชุดนี้ทำได้ดี มีการทำเกริ่นนำ ส่วนเนื้อหา และสรุปปิดท้าย ภาพสวย และประเด็นน่าสนใจ เอามาแปะไว้ เผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อคนอื่น ๆ

Happy คนพลิกแบรนด์ แบรนด์พลิกคน

เรื่องของเรื่องมาจาก Podcast ของช่างคุย (ในเว็บมีหลายรายการครับ ลองแวะไปดไดู้) ที่เป็นรายการช่างคุยกับหนุ่มเมืองจันท์ ที่ติดตามฟังอยู่ จริง ๆ ตัว iTunes มันโหลดมาให้ทุกอันแหละครับ แต่ฟังเฉพาะอันที่หัวข้อน่าสนใจเท่านั้น ผมได้ฟังเรื่องราวของ Happy จากคุณธนา เธียรอัจฉริยะ ในรายการนี้ หลายเดือนแล้วครับ และพอได้ยินใน podcast ว่าจะมีการตีพิมพ์เป็นหนังสือ Happy คนพลิกแบรนด์ แบรนด์พลิกคน ก็คอยมองหาอยู่ตลอดจนกระทั่งได้มาในมือ

จริง ๆ ก็ได้มาและอ่านจบนานแล้วอีกเหมือนกัน แต่วันนี้บังเอิญเห็นข่าวสัมภาษณ์คุณธนาลงใน Manager.co.th แล้วก็เลยนึกได้ว่าเคยรู้สึกอยากเขียนชี้ชวนให้คนอ่านก็เลยมาเขียนเสียหน่อย

ใครไม่แน่ใจว่าหนังสือจะสนุกจริงหรือเปล่าดาวน์โหลดฟังเป็นเสียงบรรยายแบบฟรี ๆ กันก่อนได้ (อ้อ ถ้ามีเวลาเหลือเฟือก็แนะนำ ของคุณโชค บูลกุล เจ้าของฟาร์มโชคชัย กับคุณพาที สารสิน แห่งนกแอร์ ด้วยก็ครบเซ็ต ทั้งสองอันนี้ก็สนุกดี แต่ผมว่าคุณธนามันสุด คงเพราะใกล้ตัวด้วย)

หนังสืออ่านสนุกดีครับ (จริง ๆ อยากใช้คำว่ามันดี) เล่มไม่หนานัก อ่านได้รวดเดียวจบ คืนนั้นว่าจะอ่านก่อนนอนนิดหน่อย ฟาดไปตีสามครึ่ง ยอมรับว่าหนังสือน่าติดตามมาก คุณธนาเขียนได้ดีทีเดียว โดยเฉพาะการได้อารมณ์ร่วมจากการที่เล่าโดยคนที่อยู่ในเหตุการณ์จริง เป็นกรณีศึกษาที่ผมคิดว่าคนที่ทำธุรกิจน่าจะได้มีโอกาสอ่านหนังสือเล่มนี้ แนะนำครับแนะนำ

FoolStop

คาร์ลอสเก็บตัวอยู่ในห้องนอนหนึ่งเดือน
เก็บตัวอยู่ในห้องนอนอีกหนึ่งเดือน
เก็บตัวอยู่ในห้องนอนอีกหนึ่งเดือน

มันวนเวียนซ้ำซาก ซ้ำจนไม่รู้จะซ้ำอย่างไรต่อไปได้อีก
คาร์ลอสเคยคิดจะฆ่าตัวตายให้พ้นจากความน่าเบื่อนี้ แต่จากคำบอกเล่าของคนเก่าคนแก่ เขาไม่คิดว่าเขาจะได้ขึ้นสวรรค์จากการปลิดชีพตนเอง แม้กระนั้นในบางครั้งเขาก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงความตาย

บ่อยครั้งที่เขาฝันเห็นตัวเองหยิบปืนสั้นขึ้นมากรอกปากและลั่นกระสุน เขาเห็นวิญญาณเขาลอยออกจากร่างช้า ๆ พร้อมเสียงสวดมนต์ในภาษาที่เขาฟังไม่ออก

จากเรื่องสรวงสวรรค์นิเวศ ในอาณาเขตไฟเบอร์ออพติกส์
หนังสือ Foolstop โดยภิญโญ ไตรสุริยธรรมา (Second Edition)

คัดข้อความบางส่วนมาเพราะอ่านแล้วประทับใจ และหวังว่าวันหนึ่งจะเขียนได้ดีอย่างนี้บ้าง
ผมได้หนังสือเล่มนี้มาจากการเดินสำรวจเมืองในชัยภูมิ จนมาเจอกับร้านหนังสือซีเอ็ด ในโลตัสชัยภูมิ ทีแรกหมายจะซื้อเพียงแผนที่ แต่กลับได้หนังสือเล่มนี้มาแทน เนื่องจากชัยภูมิไม่มีแผนที่ขาย

เพลงดาบแม่น้ำร้อยสาย, ปราบดา หยุ่น, วินทร์ เลียววารินทร์, ปราย พันแสง, วรพจน์ พันธุ์พงษ์, ประภาส ชลศรานนท์ (หากพิมพ์ชื่อท่านใดผิด ขออภัยไว้ล่วงหน้า เนื่องจากเคยอ่าน แต่ไม่เคยเขียนเลย)เหล่านี้คือชื่อนักเขียนที่ผมเห็นหนังสือแล้วต้องซื้อเกือบทุกเล่ม และหนังสือของคุณภิญโญ ก็เป็นหนึ่งในนั้น ขณะที่ออกจะงงตัวเองเหมือนกันว่า พลาดหนังสือเล่มนี้ในฉบับพิมพ์ครั้งแรกไปได้อย่างไร

อ่านจนจบและเห็นด้วยอย่างที่สุดตามคุณรัตนา รัตนดิลกชัยที่ลงคำนิยมว่า ตัวหนังสือของคุณภิญโญ “ละเมียดละไม อ่อนไหว ลึกซึ้ง และครุ่นคิด”

หนังสือเล่มนี้เล่าถึงคนต่างชาติ ต่างภาษาที่คุณภิญโญได้พบพานในโอกาสต่าง ๆ กัน ตัวหนังสือนำพาเราไปพบกับชายหนุ่มนักบอลฝีมือดีที่ข้อเข่าเสีย จึงดับทุกข์ด้วยการไปแสวงบุญที่อินเดียหลายเดือน หรือหนุ่มพม่าที่ระลึกชาติได้ จนกระทั่งถึงพระคเณศ ผู้ขี่หนูเดินทางรอบโลก

ข้อเสียของหนังสือเล่มนี้มีเพียง 2 อย่างคือ พิมพ์ด้วยกระดาษที่ดีและหนาเกินไปจนทำให้เปิดอ่านได้ยาก กับความรู้สึกเสียดายไม่อยากให้จบ เมื่อเราเปิดมาถึงหน้าสุดท้ายของหนังสือ

Almost Famous Goleo VI

Goleo VI

เพิ่งได้มีโอกาสอ่านข้อเขียน “Almost Famous … Mascot” ของคุณภาสกร ประมูลวงศ์ ที่เขียนระบุว่าทำไม Mascot ประจำฟุตบอลโลกปี 2006 ที่เยอรมัน เจ้า Goleo VI ถึงทำเอาบริษัทที่ซื้อลิขสิทธิ์จำหน่ายของที่ระลึกเจ๊งไม่เป็นท่า ชาวเยอรมันไม่มีใครซื้อสินค้าเจ้าตัวสิงโตนี้กัน เพรา

  1. สิงโตเป็นตัวแทนของชาติอังกฤษ (เยอรมันมีนกอินทรีหรือกระรอกเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมือง)
  2. เสื้อหมายเลข 6 ลึกลับที่ไม่มีใครเข้าใจความหมาย แถมยังมีอยู่ในชื่อของมันซะด้วย
  3. ชื่อ Goleo VI เป็นชื่อไม่เฮงสุด ๆ เพราะเหมือนกับเชียร์ว่า Go Leo! สู้เค้าอังกฤษ (แปลภาษาสเปนว่า ฉันได้ประตู)
  4. ลูกบอลคู่หูชื่อ Pille หน้าตาน่าเกลียดมาก (อันนี้เห็นด้วย)
  5. สุดท้าย มันไม่ใส่กางเกง (นิตยาสารบางฉบับบอกว่ามันเหมือนเกย์)

อารามด้วยความสงสัย ผมเลยไปหารูปเจ้า Goleo VI มาดูเพิ่ม ด้วยความที่เป็นคนไม่ดูบอลเลย จึงไม่เคยเห็นหน้าค่าตาเต็ม ๆ ของเจ้า Goleo VI มาก่อนแล้วก็พาลอยากจะไปดู Mascot ปีก่อน ๆ ของบอลโลกด้วย WikiPedia ให้คำตอบเราได้แน่นอน ค้นไม่นานก็เจอที่นี่ครับ
(ค้นไปค้นมาเรื่องความล้มเหลวเจ้าสิงโตตัวนี้ มีรายละเอียดที่ Wikipedia ด้วยเหมือนกัน ที่นี่)

ดูแล้วพบว่า เออ ไม่นับเจ้าแท่งไม้ของอิตาลี เจ้านกของฝรั่งเศส เจ้าตัวเรืองแสงของญี่ปุ่นเกาหลี (ซึ่งพวกนี้เค้าไม่ใส่เสื้อผ้า) ชาวบ้านเค้าใส่กางเกงกันหมดจริง ๆ ด้วย
อีกอย่างมันเป็นตัวเดียวที่ไม่เป็นการ์ตูนแฮะ (คงเพราะบริษัทออกแบบเป็นบริษัททำหุ่นเชิดล่ะมั้ง)

สาด.. ประเสริฐ

1. สาดยิ้มไปพร้อมกับน้ำ
2. เมาไม่สาด ถ้าสาดต้องไม่เมา
3. สาดในสถานที่ที่เหมาะสม
4. สาดคนที่เหมาะสมและต้องการถูกสาด
5. สาดด้วยน้ำสะอาด
6. สาดสาวเท่านั้น (ป้องกันการเข้าใจผิด)

ที่่มา : GM+

พื้นที่โฆษณา

ตอนนี้เปิดหน้าใหม่ Stuff เข้าได้จากเมนูด้านบน ตอนนี้ที่อัพเข้ามาเป็นการ์ตูนไทย ๆ (หลายคนเรียกการ์ตูนเล่มละบาท แต่จริง ๆ แล้วตอนนี้เล่มละ 5 บาทแล้วนะครับ) ที่ทำไว้เมื่อปีที่แล้ว สมัยอยู่ที่บล็อกเดิม เลยทำการย้ายมาอยู่บ้านใหม่เป็นอนุสรณ์ และนับจากนี้ว่าจะเอางานเก่ามาหากิน เอ๊ย ย้ายมาเก็บไว้ ผู้อ่านเดิมที่เคยอ่านแล้วก็ข้ามไปได้นะครับ

ปล.ท่านผู้ที่เปิดหน้า Stuff ก่อนช่วง 14.00 น. อ่านแล้วไม่เห็นลิงค์ก็ไม่ต้องตกใจ แวะเข้าไปใหม่ตอนนี้แก้ไขเรียบร้อยแล้วครับทั่น!

Blog Blog ปิ่น ปรเมศวร์

ข้อความประทับใจบางส่วน จากหนังสือชื่อ Blog Blog โดยคุณปิ่น ปรเมศวร์

 

 

น. 42 : เมื่อไม่มีนิยามของความดี ความเหมาะสม ความถูกต้อง และรสนิยมที่เป็นสากลให้ตัดสินได้ว่าอะไรดีกว่าอะไร วิธีคิดแบบไหนเหนือกว่าแบบไหน ก็ไม่ควรมีใครสถาปนามนิยามของความดี ความเหมาะสม ความถูกต้อง รสนิยม หรือนำการตัดสินคุณค่า “ของตัวเอง” มาวางไว้เหนือคนอื่น

น.42 : การเซ็นเซอร์ยังเป็นการดูถูกภูมิปัญญาของคนรับสารด้วย

น. 52 : “อำนาจ” มันใช้ปกครองคนได้อยู่ แต่มันใช้เข้าไปนั่งในหัวใจคนไม่ได้

น.55 : ชัยชนะที่แท้จริง จักเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้แพ้ไม่รู้สึกว่าตนคือผู้แพ้

น.156 : 30 เมษายนนี้ ดาวดวงหนึ่งกำลังจะหายลับไปจากฟากฟ้าแถบท่าพระจันทร์ แม้ดาวดวงหนึ่งลาลับไป ฟ้าจะยังคงเป็นฟ้า …. แต่ฟ้าผืนนั้น ก็ไม่มีวันเหมือนเดิม

ปล. อยากมีนามปากกาเท่ ๆ แบบชื่อว่า ปิ่ิน ปรเมศวร์ (ปิ่นปักผมของอิศวร) จัง เท่กว่า eYacht 3 ล้านเท่าเห็นจะได้