เป็นงานเขียนของผมที่ส่งไปประกวด และได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสารท้องถิ่น เมื่อซัก 2-3 ปีที่แล้ว ปัจจุบันนิตยสารดังกล่าวหยุดพิมพ์แล้ว (สงสัยเนื่องจากบรรณาธิการต้องไปเลี้ยงลูก ; ) ) ค้น ๆ ไปเจอเข้าในเครื่อง เลยเอามาลงขัดตาทัพไปก่อน เพราะช่วงนี้เก็บตัวอ่านหนังสือสอบมิดเทอมอยู่
เมืองทาคายาม่าเป็นเมืองเล็ก ๆ ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขา ในประเทศญี่ปุ่น ถ้าโตเกียวเปรียบได้กับกรุงเทพ เกียวโตเปรียบได้กับอยุธยา เมืองทาคายาม่าคงเปรียบได้กับแม่ฮ่องสอน
จริง ๆ แล้วปลายเดือนมีนาคมที่ทาคายาม่าน่าจะร้อนแล้ว แต่ด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบ ตอนนี้หิมะตก อุณหภูมิอ่านค่าได้ -1 องศาเซลเซียส ซึ่งไม่เหมาะกับคนไทยเขตร้อนเช่นผมอย่างยิ่ง แม้ว่าสวมเสื้อสามตัวแล้ว ขนแขนยังลุกเป็นระยะ ๆ ตลอดทาง
หลายคนกล่าวไว้ว่ามาญี่ปุ่นแล้ว ต้องหาโอกาสลองแช่บ่อน้ำร้อนกลางแจ้ง หรือที่เรียกกันในภาษาญี่ปุ่นว่า ออนเซ็น ดูซักครั้ง เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ประกอบขึ้นมาจากหมู่เกาะ และมีภูเขาไฟมากมาย ทำให้เกิดบ่อน้ำร้อนธรรมชาติทั่วเกาะเต็มไปหมด ชาวญี่ปุ่นเชื่อกันว่า การได้แช่ออนเซ็นจะทำให้ร่างกายสดชื่นด้วยอิทธิฤทธิ์ของแร่ที่อยู่ในน้ำ ผมจึงตั้งใจว่า มาญี่ปุ่นคราวนี้ ออนเซ็นเป็นกิจกรรมระดับ “พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง!” แต่ชีวิตมันไม่ง่ายดายอย่างนั้น เมื่ออุปสรรคอันใหญ่เขื่องสำหรับชาวไทยอีสานอย่างผมคือ ผมไม่ได้เปลือยเปล่าต่อหน้าสาธารณชนเป็นเวลานานหลายสิบปีแล้วนี่สิ
ผมเข้าถึงที่พักในตอนบ่าย ในห้องพักมีชุดคลุมอาบน้ำญี่ปุ่น หรือที่เรียกว่ายูกาตะ พับไว้อย่างสวยงาม วางคู่กับผ้าเช็ดตัวขนาดเล็ก ๆ หนึ่งผืน เอกสารแนะนำเรื่องการใช้บริการออนเซ็น ซึ่งสรุปสั้น ๆ ได้ว่า ในการแช่บ่อน้ำร้อน ตามมารยาทแล้วห้ามสวมเสื้อผ้าโดยเด็ดขาด ต้องอาบน้ำให้เนื้อตัวสะอาดก่อนลงแช่ในบ่อ ซึ่งสบู่แชมพูมีบริการพร้อมแล้วที่ห้องอาบน้ำ ไม่จำเป็นต้องถือไป ผ้าเช็ดตัวที่วางไว้ใช้สำหรับถูตัวเวลาอาบน้ำ และที่สำคัญห้ามแช่นานเกินไป เพราะอาจเป็นอันตรายได้
หลังจากศึกษาวิธีเป็นอย่างดี ผมเลือกเปลี่ยนให้เหลือยูกาตะเพียงชิ้นเดียว นัยว่าจะได้ตัดความประหม่าเวลาต้องถอดนั่นถอดนี่ต่อหน้าคนอื่น หลังจากนั้นก็หยิบผ้าเช็ดตัวผืนเล็กนั้น พาดบ่ามาด้วยก่อนจะเดินออกจากห้องไป ระหว่างเดินไปยังบ่อน้ำร้อน ผมขนลุกเป็นระยะ ๆ ไม่แน่ใจเพราะความหนาวแทรกผ่านผ้าฝ้ายเข้ามากระทบผิวหนัง หรือเพราะต้องเดินสวนกับสาวญี่ปุ่นในสภาพหวิว ๆ ไร้ซึ่งอาภรณ์ที่รัดกุมกันแน่
พอไปถึงที่บริเวณออนเซ็น ด้านหน้ามีบริการเครื่องดื่ม หนุ่มญี่ปุ่น 2-3 โต๊ะนั่งดื่มนมกันอยู่ เนื่องจากการแช่บ่อน้ำร้อนจะทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมาก ดังนั้นตามคำแนะนำจากผู้รู้ว่า หลังจากจากแช่ออนเซ็นควรดื่มน้ำหรือนม จะทำให้ร่างกายรู้สึกดีเป็นพิเศษ พอเดินลึกเข้าไป ก็พบกับทางเข้าบ่อน้ำร้อน ซึ่งแยกเป็นฝั่งชายและหญิง ผมเลือกเดินเข้าทางฝั่งชาย แม้ใจอยากหลงเดินเข้าอีกฝั่งใจจะขาด
เมื่อเดินเข้าไปถึงจะพบกับห้องแต่งตัว หลายคนเรียกว่าห้องทำใจ ผมเดินเข้ายืนแน่นิ่งอยู่หน้าตู้ล็อกเกอร์ พร้อมกับแอบมองไปยังน้องชายของคนอื่น ๆ ที่ต่างก็ออกมาลอยหน้าลอยตา เดินส่ายไปมากันขวักไขว่ ชาวไทยอีสานจับสายคาดชุดยูกาตะ พร้อมกับสะกดจิตตัวเองให้ปลดชุดออกแต่โดยดี ในเมื่อเห็นของคนอื่นแล้วก็ควรให้คนอื่นเห็นบ้างจะได้เสมอเหมือนกัน ว่าแล้วก็ปลดชุดยูกาตะ และก้มหน้าเดินเข้าไปยังห้องอาบน้ำโดยพลัน
สภาพห้องอาบน้ำเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ ภายในก่อกำแพงแบ่งเป็นช่อง ๆ แต่ละช่องกว้างราว ๆ 2 เมตร พอมองเข้าไปจะพบเก้าอี้ไม้ตัวเล็ก ขนาดพอ ๆ กับเก้าอี้ซักผ้า ฝักบัว ถังไม้ ก๊อกน้ำ สบู่ และแชมพู ถูกวางเตรียมไว้อย่างดี ผมเลือกเดินเข้าช่องอาบน้ำอันหนึ่ง ลากเก้าอี้มานั่ง และแอบศึกษาวิธีการอาบน้ำของหนุ่มญี่ปุ่นอีกฟากที่กำลังอาบน้ำอย่างเมามัน ว่าคนญี่ปุ่นเค้าอาบน้ำกันอย่างไร หาได้มีจิตเป็นอื่นไม่ พอดูซักพักก็ถึงบางอ้อว่าถังไม้นั้นมีไว้เติมน้ำให้เต็ม เทสบู่เข้าไป นำผ้าเช็ดตัวผืนเล็กจุ่มลงแล้วนำมาขัดถูตัวให้สะอาด ทราบดังนั้นก็เลียนแบบให้ดูกลมกลืนในทันที
ระหว่างที่กำลังนั่งขัดตัว ได้ยินเสียงแว่ว ๆ ของผู้หญิงมาจากช่องถัดไปอีก 2-3 ช่อง ด้วยอารามตกใจ ผมจึงชะเง้อไปดู (ครับ ถึงจะตกใจแต่ก็ไม่มุดหนีครับ) เห็นแล้วก็โล่งอกเมื่อพบว่าเป็นเด็กหญิงอายุ 3-4 ขวบกำลังอาบน้ำกับคุณพ่ออย่างสนุกสนาน โธ่… ดีใจ เอ้ย ตกใจหมด
หลังจากขัดถูตัวเรียบร้อยก็ถึงนาทีของบ่อน้ำร้อน สภาพของห้องแช่บ่อน้ำร้อนเต็มไปด้วยไอน้ำ ทำให้เรามองเห็นคนอื่น ๆ ไม่ถนัดนัก ความรู้สึกขัดเขินก็ลดน้อยลง ตามคำแนะนำกล่าวว่าน้ำในบ่อร้อนสูงถึงเกือบ 50 องศา ซึ่งหากลงไปในทันทีอาจลวกร่างกายได้ง่าย ๆ ดังนั้นเวลาลงต้องค่อย ๆ หย่อนตัวลง ผมลองหย่อนขาลงไป พอโดนน้ำเข้าก็ต้องหันไปมองคนอื่น เพราะน้ำร้อนมากจริง ๆ แต่พอเห็นชาวบ้านเค้าแช่กันอย่างสบายอกสบายใจ ก็พอโล่งใจว่าคงไม่เป็นอันตราย พอลงไปแช่ทั้งตัว ร่างกายก็ค่อย ๆ ปรับตัวได้ และเริ่มรู้สึกถึงความปลอดโปร่งโล่งสบาย แช่ได้ซักพักเริ่มรู้สึกมั่นใจขึ้น จึงย้ายไปยังโซนบ่อน้ำร้อนกลางแจ้ง
บริเวณกลางแจ้งเผยให้เห็นตัวเมืองจากมุมสูง แสงไฟระยิบระยับจากบ้านเรือนในทาคายาม่า บวกกับภูเขาที่ห้อมล้อม และหิมะที่กำลังโปรยปราย ทำให้ผมรู้สึกราวกับว่าได้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติอย่างแท้จริง นี่กระมังเหตุผลที่ห้ามไม่ให้สวมสิ่งใดไว้กับร่างกาย บรรยากาศทำเอาผมเคลิบเคลิ้มจนเกือบลืมว่าห้ามแช่นานเกินไป
เมื่อปลุกตัวเองจากภวังค์ ผมจึงลุกกลับออกไปเพื่อแต่งตัวและเดินทางเข้าที่พัก เตรียมตัวสำหรับมื้อค่ำ ระหว่างที่เปิดประตูบานเลื่อนไปยังห้องทำใจที่ฝากเสื้อผ้าไว้ ผมหยุดหายใจไปสองวินาทีกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
บรรยากาศโดยรอบเป็นชายหนุ่มญี่ปุ่นใหญ่น้อยเปลือยเปล่า บ้างก็แต่งตัว บ้างก็เก็บของ ซึ่งหลังจากแช่มาซักพักก็เริ่มชินตาแล้วว่ามันก็เหมือน ๆ กันกับของชาวไทยอย่างเรานี่แหละ แต่สิ่งที่ทำผมแทบช็อคคือคุณป้าแม่บ้านที่กำลังถูพื้นอยู่ตรงหน้าผมอย่างขะมักเขม้น ท่ามกลางเหล่าชายฉกรรจ์ไร้อาภรณ์อย่างไม่สะทกสะท้าน ขณะที่ผมกำลังยืนอึ้งกับเหตุการณ์ตรงหน้า มือข้างหนึ่งกำลังใช้ผ้าเช็ดตัวผืนเล็กประจำกายเช็ดผมอยู่ คุณป้าก็ทำท่าจะเงยหน้าขึ้นมามองว่าไอ้หนุ่มนี่ทำไมมันไม่เดินไปซักที วินาทีนั้นเองที่ระบบป้องกันตนเองของผมเริ่มทำงาน สมองสั่งการอย่างฉับไว ตรวจสอบหาอุปกรณ์ที่จะมาคั่นกลางระหว่างสายตาคุณป้ากับร่างกายผม ผม นึกได้ว่าในมือขวามีผ้าเช็ดตัวผืนเล็กคู่ใจอยู่ วินาทีนั้นเองคุณป้ากำลังเงยหน้าขึ้นมาแล้ว แย่แล้ว! ไม่ทันแล้ว ผมคงไม่สามารถย้ายมือที่เช็ดผมอยู่ไปปิดช่วงล่างได้ทัน เร็วเท่าความคิด ผมจึงเลื่อนผ้ามาปิดหน้าไว้แทน และเดินออกไปอย่างสง่าผ่าเผย
พร้อมกระหยิ่มยิ้มย่องใจว่า เป็นวิธีป้องกันช่วงล่างที่หลักแหลมแยบยลจริง ๆ
ปล. เสียใจกับหนุ่ม ๆ ด้วยที่บทความนี้ขึ้นต้นว่าเปลือยญี่ปุ่น แต่เนื้อเรื่องมีแต่ผู้ชายโป๊กับป้าแม่บ้าน 1 คน