- ภูสอยดาวอยู่จังหวัดอุตรดิตถ์ การเดินทางไปค่อนข้างยาก แนะนำคือแบบแรก ไปกับทัวร์ แบบที่สอง นั่งรถทัวร์ไปลงพิษณุโลก ต่อรถจากพิษณุโลกไปชาติตระการ แล้วนั่งมอเตอร์ไซค์ไปตลาดชาติตระการ แล้วต่อสองแถวไปที่ที่ทำการอุทยาน จากนั้นเดินต่ออีกกิโลกว่าก็ถึงศูนย์บริการนักท่องเที่ยว แบบที่สาม ไปให้ถึงพิษณุโลกแล้วเหมารถไปกลับศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเลย สนนราคาราว 2000 บาท
- เวลาไปแนะนำเดือนสิงหาคม-กันยายน เพราะดอกหงอนนาคที่เป็นไฮไลท์ของที่นี่กำลังบานกันสะพรั่งภู หากไปตุลาคมก็พอจะทันแต่ดอกจะเริ่มโรยลงบ้างแล้ว ส่วนเดือนอื่นขึ้นได้แต่ไม่ได้ดูทุ่งดอกไม้
- ดังนั้นเดือนแนะนำคือหน้าฝน ดังนั้นถ้าจะไปตามฤดูก็ต้องเตรียมตัวเรื่องฝนให้ดี แพ็คของใส่ถุงแล้วใส่ลงในกระเป๋าอีกที อย่าห่อกระเป๋าด้วยถุงดำ เพราะมันขาดง่าย และอย่าไปหวังกับ Cover ห่อกระเป๋าที่อยู่ก้นกระเป๋าบางรุ่น เพราะมันกันละอองฝนได้ แต่เจอหนัก ๆ ก็เละอยู่ดี เตรียมร่มและเสื้อกันฝนให้พร้อม เต๊นท์ต้องมีฟลายชีทคุมอีกที
- กรณีไปหน้าฝน กางเต๊นท์ต้องขุดคลองรอบระบายน้ำออก กางฟลายชีทคลุมเหนือเต๊นท์อีกชั้น รวมถึงควรจะมีที่รองนอนเพราะอากาศช่วงหน้าฝนจะเย็น
- การขึ้นภูต้องเดินขึ้นระยะทางราว 6.5 กม. ใช้ระยะเวลาเดินราว ๆ 4-6 ชม. แล้วแต่ความฟิต ส่วนตัวเชื่อว่าทุกคนขึ้นไหวแน่นอน ข้าวของมีลูกหาบบริการ คิดกิโลละ 15 บาท หรือใครจะลองหอบเองก็ต้องเผื่อเวลาเดินเพิ่มอีกหน่อย เพราะทางโหดพอดู และต้องเตรียมน้ำและข้าวกล่องติดตัวขึ้นไประหว่างเดินด้วย(ข้าวกล่องซื้อได้ที่ร้านขายข้าวก่อนขึ้นภู) เพราะที่นี่ระหว่างทางเดินขึ้นภูไม่มีของขาย
- ถ้าไม่ได้เตรียมของมาให้ติดต่อที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวก่อนเดินขึ้น เค้ามีบริการให้เช่าของต่าง ๆ และเช็คได้ว่าบนภูมีของที่เราต้องใช้หรือไม่เพื่อความชัวร์ แต่ถ้าจะให้ดีเตรียมไปเองดีกว่า โดยเฉพาะของกินเนื่องจากบนภูไม่มีของกินขาย ต้องขนขึ้นไปทำเองทุกอย่าง กรณีเลวร้ายขึ้นไปแล้วโดยไม่ได้เตรียมอะไรขึ้นไปเลย ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ที่ศูนย์บนภูโดยด่วน เค้าจะให้ลูกหาบหอบของที่จำเป็นขึ้นมาส่งได้ ส่วนเรื่องอาหารการกินเจ้าหน้าที่ขอร้องว่าอย่าเป็นหมูกระทะหรือบาบีคิว เพราะความมันจะทำลายธรรมชาติ อยู่ป่าอย่าทำของกินเอิกเริกเกินเหตุ
- บนภูไม่มีไฟฟ้า เตรียมไฟฉายให้พร้อม และเตรียมตะเกียงหากไปกันหลายคน ดังนั้นอุปกรณ์ที่ต้องชาร์จไฟ เช่นกล้องให้เตรียมแบตไปให้พอใช้ บนภูไม่มีน้ำ แม้จะมีห้องน้ำให้แต่ไม่มีน้ำต้องหอบน้ำจากลำธารไปใช้ (ไม่ไกล อยู่ติด ๆ กัน) ดังนั้นเตรียมถังกับขันไปเองจะสะดวก แต่หากไม่มีติดตัวไป สามารถเช่าที่ที่ทำการบนภูได้ อย่างไรก็ดีป้องกันการขาดแคลน เตรียมไปเองน่าจะปลอดภัยกว่า
- บนภูที่บริเวณกางเต๊นท์ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์มือถือไม่ว่าค่ายไหน หากต้องการใช้โทรศัพท์ต้องเดินจากบริเวณกางเต๊นท์ไปแถว ๆ หมุดเขตแดน(น่าจะราว ๆ กิโลกว่า ๆ ไม่แน่ใจ) Dtac และ AIS จะมีสัญญาณนิดหน่อย หรือที่บนจุดชมวิว บนนั้น Dtac เต็ม (AIS ไม่แน่ใจ) แต่บางทีสัญญาณวูบ ๆ ติดเป็นช่วง ๆ ให้ลุ้นกันขำ ๆ
- ที่เที่ยวแนะนำคือ ดูทุ่งหงอนนาค(อันนี้สวย), ไปดูหมุดเขตแดน(ภาคบังคับเดี๋ยวอายเพื่อน แต่จริง ๆ ไม่ค่อยมีอะไร), ไปจุดชมวิวที่ห่างจากจุดสมรภูมิร่มเกล้า 800 เมตร (พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง แนะนำช่วงเย็น ๆ ซัก 4-5 โมง), จุดชมวิวพระอาทิตย์ตก(ที่นี่ไม่มีจุดชมพระอาทิตย์ขึ้น), น้ำตกสายทิพย์ น้ำตกหลุมพบ (ถ้าอยากดูจนครบต้องลงทางที่ไม่ใช่ทางปกติ ต้องให้เจ้าหน้าที่พาไป ติดต่อได้ ถ้าจำไม่ผิดไม่คิดตังค์นะ), จุดสูงสุดของภู 2,102 เมตร เดินไปกลับได้ใช้เวลาทั้งวันบวกความฟิต หากเป็นช่วงหน้าฝน เจ้าหน้าที่จะไม่อนุญาตเพราะอันตราย ใครต้องการขึ้นจริง ๆ ต้องเช็คกับทางอุทยานก่อนไปจะดีกว่า
- ขากลับลงเดินกลับทางเก่าใช้เวลาราว ๆ 2 -2.5 ชม. ก็น่าจะถึงพื้นโลก และคงต้องปวดหัวเข่าแบบเลี่ยงไม่ได้ เตรียมยานวดไว้ได้เลย ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวมีไปรษณียบัตรขาย ซึ่งค่อนข้างสวยและคุณภาพดี (แนะนำให้ซื้อถือขึ้นไปเขียนบนภูจะได้ฟีลมาก) เจ้าหน้าที่ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวรับส่งไปรษณียบัตรด้วย คิดค่าส่งใบละ 10 บาท
Archive for the 'Travel' Category
เป็นงานเขียนของผมที่ส่งไปประกวด และได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสารท้องถิ่น เมื่อซัก 2-3 ปีที่แล้ว ปัจจุบันนิตยสารดังกล่าวหยุดพิมพ์แล้ว (สงสัยเนื่องจากบรรณาธิการต้องไปเลี้ยงลูก ; ) ) ค้น ๆ ไปเจอเข้าในเครื่อง เลยเอามาลงขัดตาทัพไปก่อน เพราะช่วงนี้เก็บตัวอ่านหนังสือสอบมิดเทอมอยู่
เมืองทาคายาม่าเป็นเมืองเล็ก ๆ ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขา ในประเทศญี่ปุ่น ถ้าโตเกียวเปรียบได้กับกรุงเทพ เกียวโตเปรียบได้กับอยุธยา เมืองทาคายาม่าคงเปรียบได้กับแม่ฮ่องสอน
จริง ๆ แล้วปลายเดือนมีนาคมที่ทาคายาม่าน่าจะร้อนแล้ว แต่ด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบ ตอนนี้หิมะตก อุณหภูมิอ่านค่าได้ -1 องศาเซลเซียส ซึ่งไม่เหมาะกับคนไทยเขตร้อนเช่นผมอย่างยิ่ง แม้ว่าสวมเสื้อสามตัวแล้ว ขนแขนยังลุกเป็นระยะ ๆ ตลอดทาง
หลายคนกล่าวไว้ว่ามาญี่ปุ่นแล้ว ต้องหาโอกาสลองแช่บ่อน้ำร้อนกลางแจ้ง หรือที่เรียกกันในภาษาญี่ปุ่นว่า ออนเซ็น ดูซักครั้ง เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ประกอบขึ้นมาจากหมู่เกาะ และมีภูเขาไฟมากมาย ทำให้เกิดบ่อน้ำร้อนธรรมชาติทั่วเกาะเต็มไปหมด ชาวญี่ปุ่นเชื่อกันว่า การได้แช่ออนเซ็นจะทำให้ร่างกายสดชื่นด้วยอิทธิฤทธิ์ของแร่ที่อยู่ในน้ำ ผมจึงตั้งใจว่า มาญี่ปุ่นคราวนี้ ออนเซ็นเป็นกิจกรรมระดับ “พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง!” แต่ชีวิตมันไม่ง่ายดายอย่างนั้น เมื่ออุปสรรคอันใหญ่เขื่องสำหรับชาวไทยอีสานอย่างผมคือ ผมไม่ได้เปลือยเปล่าต่อหน้าสาธารณชนเป็นเวลานานหลายสิบปีแล้วนี่สิ
ผมเข้าถึงที่พักในตอนบ่าย ในห้องพักมีชุดคลุมอาบน้ำญี่ปุ่น หรือที่เรียกว่ายูกาตะ พับไว้อย่างสวยงาม วางคู่กับผ้าเช็ดตัวขนาดเล็ก ๆ หนึ่งผืน เอกสารแนะนำเรื่องการใช้บริการออนเซ็น ซึ่งสรุปสั้น ๆ ได้ว่า ในการแช่บ่อน้ำร้อน ตามมารยาทแล้วห้ามสวมเสื้อผ้าโดยเด็ดขาด ต้องอาบน้ำให้เนื้อตัวสะอาดก่อนลงแช่ในบ่อ ซึ่งสบู่แชมพูมีบริการพร้อมแล้วที่ห้องอาบน้ำ ไม่จำเป็นต้องถือไป ผ้าเช็ดตัวที่วางไว้ใช้สำหรับถูตัวเวลาอาบน้ำ และที่สำคัญห้ามแช่นานเกินไป เพราะอาจเป็นอันตรายได้
หลังจากศึกษาวิธีเป็นอย่างดี ผมเลือกเปลี่ยนให้เหลือยูกาตะเพียงชิ้นเดียว นัยว่าจะได้ตัดความประหม่าเวลาต้องถอดนั่นถอดนี่ต่อหน้าคนอื่น หลังจากนั้นก็หยิบผ้าเช็ดตัวผืนเล็กนั้น พาดบ่ามาด้วยก่อนจะเดินออกจากห้องไป ระหว่างเดินไปยังบ่อน้ำร้อน ผมขนลุกเป็นระยะ ๆ ไม่แน่ใจเพราะความหนาวแทรกผ่านผ้าฝ้ายเข้ามากระทบผิวหนัง หรือเพราะต้องเดินสวนกับสาวญี่ปุ่นในสภาพหวิว ๆ ไร้ซึ่งอาภรณ์ที่รัดกุมกันแน่
พอไปถึงที่บริเวณออนเซ็น ด้านหน้ามีบริการเครื่องดื่ม หนุ่มญี่ปุ่น 2-3 โต๊ะนั่งดื่มนมกันอยู่ เนื่องจากการแช่บ่อน้ำร้อนจะทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมาก ดังนั้นตามคำแนะนำจากผู้รู้ว่า หลังจากจากแช่ออนเซ็นควรดื่มน้ำหรือนม จะทำให้ร่างกายรู้สึกดีเป็นพิเศษ พอเดินลึกเข้าไป ก็พบกับทางเข้าบ่อน้ำร้อน ซึ่งแยกเป็นฝั่งชายและหญิง ผมเลือกเดินเข้าทางฝั่งชาย แม้ใจอยากหลงเดินเข้าอีกฝั่งใจจะขาด
เมื่อเดินเข้าไปถึงจะพบกับห้องแต่งตัว หลายคนเรียกว่าห้องทำใจ ผมเดินเข้ายืนแน่นิ่งอยู่หน้าตู้ล็อกเกอร์ พร้อมกับแอบมองไปยังน้องชายของคนอื่น ๆ ที่ต่างก็ออกมาลอยหน้าลอยตา เดินส่ายไปมากันขวักไขว่ ชาวไทยอีสานจับสายคาดชุดยูกาตะ พร้อมกับสะกดจิตตัวเองให้ปลดชุดออกแต่โดยดี ในเมื่อเห็นของคนอื่นแล้วก็ควรให้คนอื่นเห็นบ้างจะได้เสมอเหมือนกัน ว่าแล้วก็ปลดชุดยูกาตะ และก้มหน้าเดินเข้าไปยังห้องอาบน้ำโดยพลัน
สภาพห้องอาบน้ำเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ ภายในก่อกำแพงแบ่งเป็นช่อง ๆ แต่ละช่องกว้างราว ๆ 2 เมตร พอมองเข้าไปจะพบเก้าอี้ไม้ตัวเล็ก ขนาดพอ ๆ กับเก้าอี้ซักผ้า ฝักบัว ถังไม้ ก๊อกน้ำ สบู่ และแชมพู ถูกวางเตรียมไว้อย่างดี ผมเลือกเดินเข้าช่องอาบน้ำอันหนึ่ง ลากเก้าอี้มานั่ง และแอบศึกษาวิธีการอาบน้ำของหนุ่มญี่ปุ่นอีกฟากที่กำลังอาบน้ำอย่างเมามัน ว่าคนญี่ปุ่นเค้าอาบน้ำกันอย่างไร หาได้มีจิตเป็นอื่นไม่ พอดูซักพักก็ถึงบางอ้อว่าถังไม้นั้นมีไว้เติมน้ำให้เต็ม เทสบู่เข้าไป นำผ้าเช็ดตัวผืนเล็กจุ่มลงแล้วนำมาขัดถูตัวให้สะอาด ทราบดังนั้นก็เลียนแบบให้ดูกลมกลืนในทันที
ระหว่างที่กำลังนั่งขัดตัว ได้ยินเสียงแว่ว ๆ ของผู้หญิงมาจากช่องถัดไปอีก 2-3 ช่อง ด้วยอารามตกใจ ผมจึงชะเง้อไปดู (ครับ ถึงจะตกใจแต่ก็ไม่มุดหนีครับ) เห็นแล้วก็โล่งอกเมื่อพบว่าเป็นเด็กหญิงอายุ 3-4 ขวบกำลังอาบน้ำกับคุณพ่ออย่างสนุกสนาน โธ่… ดีใจ เอ้ย ตกใจหมด
หลังจากขัดถูตัวเรียบร้อยก็ถึงนาทีของบ่อน้ำร้อน สภาพของห้องแช่บ่อน้ำร้อนเต็มไปด้วยไอน้ำ ทำให้เรามองเห็นคนอื่น ๆ ไม่ถนัดนัก ความรู้สึกขัดเขินก็ลดน้อยลง ตามคำแนะนำกล่าวว่าน้ำในบ่อร้อนสูงถึงเกือบ 50 องศา ซึ่งหากลงไปในทันทีอาจลวกร่างกายได้ง่าย ๆ ดังนั้นเวลาลงต้องค่อย ๆ หย่อนตัวลง ผมลองหย่อนขาลงไป พอโดนน้ำเข้าก็ต้องหันไปมองคนอื่น เพราะน้ำร้อนมากจริง ๆ แต่พอเห็นชาวบ้านเค้าแช่กันอย่างสบายอกสบายใจ ก็พอโล่งใจว่าคงไม่เป็นอันตราย พอลงไปแช่ทั้งตัว ร่างกายก็ค่อย ๆ ปรับตัวได้ และเริ่มรู้สึกถึงความปลอดโปร่งโล่งสบาย แช่ได้ซักพักเริ่มรู้สึกมั่นใจขึ้น จึงย้ายไปยังโซนบ่อน้ำร้อนกลางแจ้ง
บริเวณกลางแจ้งเผยให้เห็นตัวเมืองจากมุมสูง แสงไฟระยิบระยับจากบ้านเรือนในทาคายาม่า บวกกับภูเขาที่ห้อมล้อม และหิมะที่กำลังโปรยปราย ทำให้ผมรู้สึกราวกับว่าได้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติอย่างแท้จริง นี่กระมังเหตุผลที่ห้ามไม่ให้สวมสิ่งใดไว้กับร่างกาย บรรยากาศทำเอาผมเคลิบเคลิ้มจนเกือบลืมว่าห้ามแช่นานเกินไป
เมื่อปลุกตัวเองจากภวังค์ ผมจึงลุกกลับออกไปเพื่อแต่งตัวและเดินทางเข้าที่พัก เตรียมตัวสำหรับมื้อค่ำ ระหว่างที่เปิดประตูบานเลื่อนไปยังห้องทำใจที่ฝากเสื้อผ้าไว้ ผมหยุดหายใจไปสองวินาทีกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
บรรยากาศโดยรอบเป็นชายหนุ่มญี่ปุ่นใหญ่น้อยเปลือยเปล่า บ้างก็แต่งตัว บ้างก็เก็บของ ซึ่งหลังจากแช่มาซักพักก็เริ่มชินตาแล้วว่ามันก็เหมือน ๆ กันกับของชาวไทยอย่างเรานี่แหละ แต่สิ่งที่ทำผมแทบช็อคคือคุณป้าแม่บ้านที่กำลังถูพื้นอยู่ตรงหน้าผมอย่างขะมักเขม้น ท่ามกลางเหล่าชายฉกรรจ์ไร้อาภรณ์อย่างไม่สะทกสะท้าน ขณะที่ผมกำลังยืนอึ้งกับเหตุการณ์ตรงหน้า มือข้างหนึ่งกำลังใช้ผ้าเช็ดตัวผืนเล็กประจำกายเช็ดผมอยู่ คุณป้าก็ทำท่าจะเงยหน้าขึ้นมามองว่าไอ้หนุ่มนี่ทำไมมันไม่เดินไปซักที วินาทีนั้นเองที่ระบบป้องกันตนเองของผมเริ่มทำงาน สมองสั่งการอย่างฉับไว ตรวจสอบหาอุปกรณ์ที่จะมาคั่นกลางระหว่างสายตาคุณป้ากับร่างกายผม ผม นึกได้ว่าในมือขวามีผ้าเช็ดตัวผืนเล็กคู่ใจอยู่ วินาทีนั้นเองคุณป้ากำลังเงยหน้าขึ้นมาแล้ว แย่แล้ว! ไม่ทันแล้ว ผมคงไม่สามารถย้ายมือที่เช็ดผมอยู่ไปปิดช่วงล่างได้ทัน เร็วเท่าความคิด ผมจึงเลื่อนผ้ามาปิดหน้าไว้แทน และเดินออกไปอย่างสง่าผ่าเผย
พร้อมกระหยิ่มยิ้มย่องใจว่า เป็นวิธีป้องกันช่วงล่างที่หลักแหลมแยบยลจริง ๆ
ปล. เสียใจกับหนุ่ม ๆ ด้วยที่บทความนี้ขึ้นต้นว่าเปลือยญี่ปุ่น แต่เนื้อเรื่องมีแต่ผู้ชายโป๊กับป้าแม่บ้าน 1 คน

แวะไปมาเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังจากได้ยิน คำร่ำลือ มา อย่าง ท่วมท้น
เดินดูแล้วรู้สึกเท่ห์มากที่ได้เกิดมาบนแผ่นดินที่มีพิพิธภัณฑ์แบบนี้ตั้งอยู่ ขอบคุณสำนักนายกรัฐมนตรี (ไม่ว่าจะเป็นชุดใดก็แล้วแต่) ที่ได้จัดทำโครงการนี้ขึ้นมา
ขอชื่นชมและขอบคุณผู้เกี่ยวข้องทุกคน
ปัจจุบันนี้เก็บค่าเข้าชมแล้ว แต่ผมเชื่อว่ามันไม่แพงเลย เมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้กลับมา
ปล.ขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่เก็บกระเป๋าที่ลืมไว้ให้ และยอมเปิดให้เข้าส่วนของพิพิธภัณฑ์ชั่วคราว(ลูกปัด) ทั้งที่หมดเวลาทำการแล้ว
พิพิธภัณฑ์สยาม http://www.ndmi.or.th
ผู้คิดคอนเซปต์ http://storyinc.co.nz
ผู้ดูแลโปรดักชั่นและจัดการโครงการฯ http://www.picothai.com/
ผู้ออกแบบ http://www.designlab.co.th
ชื่อเต็ม ๆ ว่า หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เมื่อวานแวะไปเดินมาครับ น่าดีใจที่เรามีอะไรแบบนี้
- คนเยอะกว่าที่คิดมาก น่าจะเพราะมีการแสดงภาพถ่ายจากงานประกวดของสมาคมภาพถ่ายด้านล่าง (กำลังจัดกัน) เลยคึกคักเป็นพิเศษ
- นักศึกษาปี 4 ม.กรุงเทพฯมาจัดแสดง Thesis ในชื่อหัวข้อ OH ที่ชั้น 4 จากการสอบถาม ทางหอศิลป์จะขอให้ส่งรายละเอียดงานมาให้ตรวจก่อน จากนั้นก็ระบุวันที่จะจัดแสดง ที่สำคัญไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการมาแสดงงาน
- จากการสอบถามแม่บ้าน ที่นี่เปิด 10.00 – 21.00 น. หยุดวันจันทร์ตามธรรมเนียม และเย็นวันศุกร์จะมีนักเรียนมาเดินเยอะ น่าดีใจแทน
- หอศิลป์สร้างขึ้นมาโดยมีสถาปัตยกรรมที่ดี ใช้แสงจากภาพนอกเพื่อประหยัดไฟ โถงโล่งตรงกลางมองได้จนถึงพื้นชั้น 1 ลดความอึดอัด แม้จะหน้าตาดูเหมือนที่กักเกนไฮม์ นิวยอร์คไปบ้าง (จริง ๆ ก็เยอะอยู่) แต่ไม่เป็นไร ๆ ทุกอย่างต้องมีการเริ่มต้น
- เว็บไซต์ของหอศิลป์ สวยดีแต่ยังไม่สุดยอด รูปน้อยไปหน่อย ไม่ค่อยเรียกแขก ตัวหนังสือเล็กไปหน่อย ที่น่าชมเชยคือใช้ฟอนต์เดียวกันกับที่หอศิลป์ใช้ในการแสดงงาน ดูสอดคล้องกันดี
- โลโก้สวยดี น่าจะเล่นได้มากกว่านี้ เอามาทำของที่ระลึกขายได้
- ร้านขายของที่ระลึกยังไม่เปิด เห็นพี่รปภ.บอกว่ากำลังทำอยู่ แต่ยังไม่มีกำหนดเปิด อยากได้เข็มกลัดลายที่เป็นรูปโลโก้อ่ะ
- ส่วนตัวคิดว่าทางหอศิลป์สามารถเก็บเงินค่าเข้ากับผู้ใหญ่ในราคาไม่แพงนักได้ (ผมยินดีที่จะจ่ายนะ) ฟรีสำหรับนักเรียนที่มีบัตรนักเรียน ทำระบบสมาชิกให้เข้มแข็ง(แจ้งข่าวสาร, ส่วนลดของที่ระลึก, ลดราคาค่าเข้าชม) สร้างรายได้จากการขายของที่ระลึก การสำเนาภาพสำหรับผู้ที่อยากได้ เพื่อสร้างรายได้มาหมุนเวียนเลี้ยงตัวเอง ทำได้น่าจะดีมาก ๆ
- งานก่อสร้างไม่ค่อยเรียบร้อย เห็นรอยโป้วสี, งานทาสีหยาบ ๆ หลายจุด น่าเสียดาย
- ห้องจัดแสดงงานไม่ค่อยต่อเนื่องกัน บริเวณชั้น 2-3 ที่เป็นห้องกระจก ถูกออกแบบมาทำให้การแสดงงานไม่ค่อยเชื่อมต่อกัน เราต้องเดินเข้าห้องแล้วกลับออกทางเดิม เพื่อเข้าห้องถัดไปให้ความรู้สึกไม่ค่อยต่อเนื่องเวลาดูงานเท่าที่ควร ทางออกน่าจะเชื่อมไปยังห้องถัดไปได้ในทันที
- ทางลาดชันวนขึ้นบริเวณชั้น 5-7 ชันไปหน่อย คงเพราะเส้นรอบวงของอาคารแคบไปนิด
- งานที่จัดแสดงเน้นภาพถ่ายมากไปหน่อย อยากให้มีความหลากหลายมากกว่านี้ ทั้งงานปั้น งาน Installation ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนจะยินดีมอบงานให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย หากได้มาจัดแสดงที่นี่
- ขอชี้ชวนให้แวะไปครับ ไปง่าย (ทางเชื่อมรถไฟฟ้า BTS ทะลุเข้าไปได้เลย) ได้เสพงานจรรโลงใจ แถมไม่เสียตังค์
ถ่ายที่ช่องเม็ก ชายแดน อุบลฯ-ปากเซ (ประเทศลาว) เป็นรถรับจ้างขนของข้ามประเทศ เห็นแล้วได้แต่ทึ่ง อินเทรนด์มาก ๆ รถเข็นค้นนี้ใช้ E20 แล้ว ดูจากสภาพป้ายนี่เห็นได้ชัดเจนว่า เป็น E20 มาหลายปีแล้ว Honda ที่โฆษณาว่าใช้ E20 ก่อนใครเพื่อนนี่อายไปเลย
วันนี้คึกจัด แบกกล้องไปเก็บภาพ เลยเอามาฝากครับ ร่วมด้วยช่วยโปรโมทในฐานะ หนึ่งจังหวัดหนึ่งเทศกาล
บรรยากาศรอบทุ่งศรีเมือง (สวนสาธารณะกลางเมือง)ก่อนวันแห่แต่ละวัดจะเอาเทียนมาจัดแสดงรอบที่นี่ทุกปี
อย่างที่เล่าให้ฟังว่าไปสัมภาษณ์วีซ่าสหรัฐมาครับ ตอนที่ไปถึงขั้นตอนส่งเอกสารทั้งหมด เจ้าหน้าที่ถามว่าจะสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษหรือไทย ด้วยที่ได้ยินมาว่าถ้าสัมภาษณ์อังกฤษจะเร็วและง่ายกว่า แต่เพราะเข้าไปเป็นคนแรก ๆ และเอกสารก็ไม่น่าจะติดขัดอะไร ผมจึงเลือกสัมภาษณ์ไทยแทน
พอเข้าไปนั่งรอด้านใน ซักพักก็เริ่มเรียกสัมภาษณ์ เลขกระโดดไปมาอย่างที่ร่ำลือกันจริง ๆ ด้วย พอถูกเรียกผมเดินไปที่เคาน์เตอร์สัมภาษณ์
eYacht : (มองเห็นฝรั่งนั่งอยู่) อ้าว ไหนว่าสัมภาษณ์ไทยฟะ (อันนี้คิดในใจ)
เจ้าหน้าที่ : Ubonratchathani ?
eYacht : Yes.
เจ้าหน้าที่ : Why do you want to go to United States? (ประมาณนี้แหละนะ)
eYacht : For Travel.
เจ้าหน้าที่ : (พลิกเอกสารไปมา) And… this is family business right?
eYacht : Yes, family business.
เจ้าหน้าที่ : umm…. New she tank sign please?
eYacht : (อ้าวเวรล่ะสิ พูดอะไรฟะ ฟังไม่ออก อะไรป้าย อะไรรถถังฟะ) Pardon?
เจ้าหน้าที่ : (ว่าแล้วก็ยกนิ้วมือซ้ายขึ้นมา) นิว ชี ทาง ซาย
eYacht : อ้อ …. นิ้วชี้ทางซ้าย (กรรมลุ้นเกือบตาย ที่แท้สัมภาษณ์ภาษาไทยจริง ๆ ด้วย ว่าแล้วก็วางนิ้วลงบนเครื่องอ่าน)
เจ้าหน้าที่ : New she tank kwa.
eYacht : อ้อ อันนี้รู้แล้ว แท้งขวาใช่มะ จัดให้
เจ้าหน้าที่ : Thank you. The passport will send to your place via mail.
eYacht : Thank you
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาไปทำวีซ่ามาครับ เป็นวีซ่าสหรัฐที่ว่ากันว่ายากเอาเรื่องอยู่ เพราะว่ากันว่าสหรัฐขี้หวงประเทศมาก ได้ข้อคิดมาดังนี้
- ส่วนตัวผมคิดว่าระบบการขอวีซ่าของสหรัฐง่ายดีถ้าคุณคุ้นเคยกับอินเตอร์เน็ตอยู่แล้ว มีข้อมูลล้ำค่าอยู่ที่ http://thailand.us-visaservices.com ซึ่งไม่น่าจะเกินความสามารถคนทั่วไปในการทำความเข้าใจ (เอกสารแนะนำคือ US_NIVChecklist.pdf ค้นเอาอยู่ในเว็บแหละ หาไม่ยาก)
- อย่าลืมจ่ายค่าทำวีซ่าราคา 100 ดอลล่าห์ ซึ่งต้องจ่ายที่ไปรษณีย์ได้ทั่วประเทศ อย่างไรก็ดีหากลืมจริง ๆ ใกล้ ๆ สถานฑูตมีไปรษณีย์อยู่ ถามคนแถวนั้นได้ (อ้อ จ่ายแล้วก็อย่าลืมติดใบเสร็จไปด้วยนะครับ)
- ทางสถานฑูตค่อนข้างจะเปิดกว้างในเรื่องหลักฐานการยืนยันการไม่ย้ายที่อยู่ (Evidence of Tie) แนวทางหาอ่านได้ที่เว็บไซต์
- ทางสถานฑูตให้จองนัดหมายผ่านเว็บ ซึ่งผมเลือกตอน 8.00 น. พบว่าดีมาก ไม่รู้ว่ามีเวลาอื่นหรือเปล่า อย่างไรก็ดีขอแนะนำให้จองเวลานี้
- ถ้าอยากเสร็จเร็ว ให้ไปถึงที่สถานฑูตก่อนเวลาหกโมงเช้านิดหน่อย คนส่วนใหญ่จะไปให้ถึงราว ๆ หกโมงเช้า ดังนั้นหลังเวลาหกโมงเช้าแล้ว คนจะเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว
- ในสถานฑูตไม่อนุญาตให้นำโทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เข้าไป ดังนั้นหากจะติดต่อธุระปะปัง จัดการให้เรียบร้อยเสีย และ MP3 หรือ NDS ไม่สามารถใช้ฆ่าเวลาในการรอได้ (หนังสือดีที่สุด ขอแนะนำ)
- รูปถ่ายเป็นขนาดแปลก ๆ และทางสถานฑูตไม่รับขนาดอื่น ๆ ต่อรองไม่ได้ หากถ่ายมาผิดและจำเป็นต้องถ่ายใหม่ ตึกแถว ๆ นั้นมีบริการ ผมไม่เคยใช้เลยไม่รู้ แต่ได้ยินเค้าบอกต่อ ๆ กันมา
- ระบบคิวไม่เรียงตามเลขหมาย ดังนั้นเวลารอคอยก็อย่าคิดมาก รอไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็ถึงเอง
- แนะนำให้เรียงเอกสารไว้เลยตามที่เอกสารทางสถานฑูตแนะนำ จะช่วยย่นเวลาเราและคนอื่น ๆ ได้มาก
- อย่าลืมเซ็นชื่อในเอกสาร DS-156 , เวลากรอกเอกสาร DS156 หรืออื่น ๆ ออนไลน์ ให้ขีดละ (-) ในช่องที่ไม่ต้องกรอก (เช่นนามสกุลเดิมของคุณ)
4-5 ปีก่อน
จัดกระเป๋าเดินทาง ให้เสื้อผ้าพอดีจำนวนวัน บางครั้งอากาศหนาว เตรียมเสื้อไปน้อยกว่าปกติ เพราะกะว่าใส่ซ้ำได้ เนียน ๆ เตรียมไดอารี่ ปากกาหมึกซึมสีดำ เวลาว่าง ๆ วาดภาพเก็บไว้ในไดอารี่ได้
ปัจจุบัน
จัดกระเป๋าเดินทาง เตรียมเสื้อผ้าเผื่อ 1 ชุด แชมพู สบู่ พร้อม ยาสามัญประจำบ้าน หนังสือมากกว่า 1 เล่ม (เผื่อคนร่วมเดินทางยืมอ่าน) กล้องดิจิตอล จะได้เอารูปมาลงบล็อก
เวลาเปลี่ยน ของในกระเป๋าเปลี่ยน
ปล.นึกเรื่องนี้ได้ตอนอาบน้ำ ไม่ได้จะจัดกระเป๋าไปไหนหรอกครับ
ข้อปฎิบัติหากเครื่องร้อนจนน็อคเนื่องจากขาดน้ำ
- เข็นรถไปแอบไว้ก่อน อย่าพยายามสตาร์ทเครื่องและขับต่อ เพราะจากที่จะเสียเงินแค่ซีลสายยาง อาจได้ซื้อเครื่องใหม่ เนื่องจากเครื่องระเบิด
- เปิดกระโปรงรถขึ้นมา รอให้เครื่องเย็น อาจใช้เวลาราว ๆ 20 – 30 นาที ห้ามเติมน้ำเข้าไปขณะที่หม้อน้ำยังร้อน เพราะจะทำให้หม้อน้ำรั่วได้ เนื่องจากอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน
- อย่าเปิดฝาปิดหม้อน้ำขณะที่เครื่องยังร้อน น้ำจะพุ่งออกมาเนื่องจากแรงดันในตัวเครื่องเป็นอันตราย (หากเปิดหม้อน้ำตอนเครื่องติดอยู่ น้ำจะไม่พุ่งขึ้น เนื่องจากน้ำไหลในระบบอยู่)
- พอเครื่องเย็น มองดูที่เก็บน้ำจะมีอยู่ 2 ส่วนคือส่วนที่เป็นหม้อน้ำที่่เป็นเหล็ก กับกล่องพลาสติก ให้เอาผ้ามาจับฝาไว้ เปิดส่วนที่เป็นฝาเหล็กออก เติมน้ำลงให้เต็ม ยังไม่ต้องปิดฝา
- หลังจากนั้นเปิดส่วนที่เป็นกล่องพลาสติกเติมให้เต็ม ปิดฝาแล้วสตาร์ทเครื่องทิ้งไว้ ซักครู่ น้ำในหม้อน้ำเหล็กจะค่อย ๆ ถูกสูบไปหล่อเลี้ยงเครื่องยนต์ หากน้ำไม่หายไป ให้สงสัยว่าส่วนใดส่วนหนึ่งของท่อมีปัญหา
- ลองบีบที่ท่อสายยางที่ส่งน้ำไปยังเครื่องยนต์ ว่ามีน้ำไหลไปหรือไม่ มีส่วนไหนที่น้ำซึมออกหรือไม่
- จากนั้นค่อย ๆ เติมน้ำเข้าไปให้เต็มหม้อน้ำ(เหล็ก) ปิดฝา แล้วขับช้า ๆ คอยสังเกตุความร้อนไว้ให้ดี
- เข้าอู่ให้ช่างตรวจสอบอีกครั้ง อย่าได้ย่ามใจว่าหายแล้ว เนื่องจากน้ำในหม้อน้ำหายไปจนหมดมักเกิดจากการรั่วซึม เช่น หม้อน้ำรั่ว ซีลสายยางซึม ปั้มน้ำรั่ว(ของผมเป็นกรณีนี้)
วิธีเหล่านี้เขียนจากการถามตอบแบบประติดประต่อมา อาจมีผิดบ้าง หากใครรู้ว่าผิดท้วงได้นะครับ


