ข้อเขียนนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์
จากการเฝ้ารอมานาน แล้ว Inception ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง Chirstopher Nolan ไปล่าเนื้อหาและเทคนิคการนำเสนอใหม่ ๆ มาผสมอย่างกลมกล่อม หลายคนยกย่องเค้าเป็น Stanley Kubrick ในยุคนี้ บ้างก็ว่า Orson Welles พร้อมพาดพึงไปถึงว่าของเล่นในเซฟ ประหนึ่งว่าเป็น Rosebud ของ Citizen Kane กันเลยทีเดียว
ไม่ว่าคุณ Nolan จะถูกเปรียบเปรยอย่างไร สำหรับผมแล้วคุณโนแลนมีความสำคัญในฐานะคนเชื้อเชิญผมให้สนใจภาพยนตร์ทางเลือก ผ่านภาพยนตร์ที่ชื่อว่า Memento เมื่อหลายปีก่อน
ใน Memento โนแลนเล่นกับความทรงจำคนดู ด้วยการเล่าเรื่องแบบย้อนหลังและไม่ลำดับเวลา ใน Inception โนแลนใช้วิธีเล่าเรื่องแบบไม่ลำดับเวลาตามถนัด แต่ก้าวไปอีกขั้นด้วยการเล่าเรื่องซ้อนกัน 5 ชั้น ในหน่วยเวลาเดียวกันด้วยตัวละครตัวเดียวกัน ในสิ่งที่คล้่าย ๆ จะเรียกได้ว่าเป็น “ความจริง 4 มิติ” ซึ่งแม้จะฟังดู Sci-fi และซับซ้อน แต่ภาพยนตร์ก็สามารถมอบความบันเทิงให้กับคนดูระดับทั่วไปได้อีกด้วย
แม้เรื่องราวของความฝันหรือกระทั่งความฝันซ้อนฝันนั้นจะมีให้เห็นกันดาษดื่นผ่านภาพยนตร์หลายต่อหลายเรื่อง เห็นกันง่าย ๆ อย่าง เฟรดดี้ ครูเกอร์ ที่เล่นมุขฝันซ้อนฝันกันบ่อย แต่ใน Inception โนแลน วางโครงเรื่องเหนือชั้นด้วยการเปิดให้สงสัยกับภาพเด็กสองคน และคนแก่ในราชวังญี่ปุ่น เปิดตัวคุณแฟนสุดหลอน หลังจากนั้น “Kick” เราด้วยฝันซ้อนฝันสุดล้ำ ที่ถาโถมกันมาแบบไม่ประนีประนอม แล้วปิดภารกิจแรกด้วยความล้มเหลว ต่อจากนั้นจึงออก “กฎ” ของ Dream-Share ให้คนดูฟังไปพร้อม ๆ กับ สถาปนิกสาว ก่อนจะเริ่มปฎิบัติการฝันซ้อนที่กลายเป็นช่วงวินาทีที่ยาวนานที่สุดเท่าที่จินตนาการเราจะไปถึง
ฉากในโรงแรมนั้นแม้จะไม่ได้ดูใหม่สด เพราะถ้าว่ากันตามจริง มันก็ไม่ต่างกับภาพสภาวะไร้น้ำหนักใน 2001 : Space Odyssey ซึ่งสร้างความตะลึงให้กับคนดูเมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้ว แต่ด้วยองค์ประกอบที่ถูกวางดักไว้ก่อนหน้านั้นหลายจุดทำให้ความฝันชั้น 2 ที่โรงแรมกลายเป็นหนึ่งในฉากที่จัดว่าน่าทึ่งกับไอเดียอันซับซ้อนและใช้ประโยชน์กับ “กฎ” ที่กำหนดไว้ได้ทุกเม็ดจริง ๆ
ดนตรีประกอบนั้นโดดเด่นตั้งแต่ Trailers ออกมาแล้ว ด้วยฝีมือของ Han Zimmer ที่จะว่าไปเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความลึกลับ และช่วยคลี่คลายความซับซ้อนของภาพยนตร์ได้เป็นอย่างดี
งานด้านภาพนั้นดูดีสมราคางานสร้าง และเป็นอีกครั้งที่รู้สึกได้ว่า งาน CG ทั้งหลายในภาพยนตร์ถูกสร้างมารับใช้เนื้อหาได้อย่างเหมาะสมลงตัว ฉากน่าตื่นใจอย่างการพลิกเมือง ก็ทำได้อย่างสมเหตุสมผลกับเนื้อหาที่มี เรียบเนียนไปกับเรื่องราวของหนัง
แน่นอนชื่อชั้นของ Nolan ยังคงฝากเรื่องหักมุมที่คาดเดาไม่ได้ไว้อย่างแนบเนียน โดยเฉพาะความลับลึกสุดที่พระเอกซ่อนไว้ใน Limbo ของตน ที่คลี่คลายในที่สุดว่าความผิดที่ติดอยู่ในใจของพระเอกคือความผิดพลาดที่ทำ Inception ไว้และความคิดที่ขยายตัวราวกับไวรัสที่ส่งผลสะท้อนจนทำลายชีวิตในโลกแห่งความจริงของพระเอกไปจนสิ้น
อย่างไรก็ดีแม้หลายอย่างจะดูสมบูรณ์ แต่เรื่องของความรู้สึก ความรัก ซึ่งเป็นจุดอ่อนของโนแลนยังคงเป็นจุดบอดเล็ก ๆ ในภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ดี แม้จะได้รับการแก้ไขและขัดเกลาดีขึ้นกว่าเรื่องที่ผ่าน ๆ มา แต่ต้องยอมรับว่าขณะที่ส่วนอื่นดูอยู่ในระดับสุดยอด พอมีอะไรที่ดูด้อยไปหน่อย เรื่องนั้นก็จะโดดออกมาจนเห็นได้ค่อนข้างชัดเจน แต่ถึงอย่างนั้น Inception ก็ยังเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายของวงการภาพยนตร์ได้โดยไม่ต้องสงสัย
หลายคนกำลังนั่งถกเถียงตอนจบอย่างออกรส ว่าสุดท้ายแล้วพระเอกฝันหรือตื่นกันแน่ ในนาทีตอนท้ายนั้น พระเอกหมุนโทเท็มของตัวเอง และไม่รอดูว่ามันจะหยุดหมุนหรือไม่ สำหรับผมแล้วนั่นคือคำตอบแล้วว่า Cobb ไม่ได้สนใจแล้วว่าที่ ๆ เค้าอยู่จะเป็นบ้านจริง ๆ จะเป็น Limbo จะเป็นฝันชั้นไหนก็ตาม พระเอก Kick ตัวเองออกจากวังวนของความผิดที่กัดกินตนเองมานานแสนนาน คว้าโอกาสที่จะได้พบหน้าลูกไว้และก้าวไปข้างหน้าตามที่ตนเองเลือกที่จะเชื่อ
หรือจะเรียกได้ว่า Cobb ได้ Inception ตนเองไปแล้วก็ไม่ผิดนัก






