พลังของผู้บริโภค

วันนี้ได้รับเมล์จากเพื่อน เป็น forward Mail แบบที่เรา ๆ ท่าน ๆ คุ้น ๆ กันดี ฉบับนี้ว่าด้วยเรื่องของชายคนหนึ่งที่ไปทานอาหารญี่ปุ่นแบบบุฟเฟ่ต์กับเพื่อน ๆ ซึ่งเกิดเจอแมลงสาบในจานข้าวเข้า มีการรูปประกอบพร้อมกระดาษที่ระบุชื่อร้านอย่างจงใจ เรื่องถูกเล่าว่าทางคุณคนนี้ สมมุติว่าคุณเอแล้วกัน เจอแมลงสาบ คุณเอไม่พอใจมาก ตามคนดูแล(เดาว่าน่าจะเป็นผู้จัดการร้าน) มาคุย ทางผู้จัดการเสนอจะลดให้ 10% ของ 1 คน ซึ่งคือประมาณ 39 บาท คุณเอไม่พอใจมาก ขอให้ทางร้านต่อสายให้กับเจ้าของ ยื้อกันอยู่นานจนคุณผู้จัดการยอมต่อสายให้ พอคุยทางร้านก็จะลดให้ทานฟรี 1 หัว คุณเอยังไม่พอใจอยู่ดี ทางร้านจึงถามว่าคุณเอต้องการอะไร คุณเอบอกว่าต้องการ”ความยุติธรรม” คุณเอบอกว่าจะจัดการเรื่องนี้ด้วยวิธีตัวเอง คุณเอบอกให้ทางร้านคิดเต็ม พอทางร้านเก็บเงิน คุณเอบอกให้เซ็นยินยอมว่าทางร้านมีแมลงสาบในอาหาร เพื่อจะนำไปฟ้องร้องได้ ทางร้านไม่ยอมเซ็น คุณเอเลยไม่ยอมจ่ายซักบาท และกลับบ้านมาเขียนเมล์ทำลายร้านอาหารร้านนั้นจนมันถูกต่อมาถึงมือผมนั่นเอง (ผมแนบเมล์ฉบับเต็มไว้ท้าย entry นี้ครับ เผื่ออยากอ่านกัน)

ผมอ่านแล้วมีข้อสงสัยบางประการดังนี้
1. ผมคิดว่าเป็นการไม่”ยุติธรรม” ที่คุณเอ ประจานชื่อร้านอาหารอย่างจงใจ แต่มิได้แสดงชื่อจริงของตัวเองออกมา
2. ผมไม่แน่ใจว่าคุณเอ เป็นคนของร้านคู่แข่งหรือเปล่า เป็นคนใส่แมลงสาบลงไปเองหรือเปล่า และเป็นคนเขียนเรื่องนี้มั่ว ๆ ขึ้นมาเองหรือเปล่า
3. ผมอ่านดูแล้วสรุปว่า ท้ายสุดแล้ว”ความยุติธรรมที่คุณเอต้องการ” คือการกินฟรีทุกคน หรือเปล่า เพราะขณะที่ทางร้านเสนอทางเลือกจะลดให้ คุณเอไม่พอใจกับข้อเสนอ แต่กลับท้าทายด้วยการยืนยันว่าจะจ่ายเต็ม แล้วพอจะจ่ายจริง ๆ กลับมีเอกสารที่เห็น ๆ อยู่ว่าจะใช้ในการฟ้องร้อง ซึ่งพอร้านไม่ยอมเซ็น คุณเอก็เลือกจะไม่จ่ายเลยซักบาท ผมคิดว่าขณะที่ทางร้านถามว่าคุณเอต้องการอะไร ถ้าคุณเอตอบไปว่า ผมต้องการกินฟรี หรือไม่อย่างนั้นคุณต้องเซ็นเอกสารให้ผมมาฟ้องร้องคุณได้ ผมคิดว่านั่นคือ “ความยุติธรรม” ที่คุณเอควรมอบให้กับทางร้านด้วยเช่นกัน
4. ผมคิดว่าพนักงานของร้านคือมนุษย์ทั่ว ๆ ไปที่ผิดพลาดกันได้ การกดดันในการฟ้องร้องต่อร้าน ซึ่งส่งผลต่อหน้าที่การงานของพนักงานทุกคนที่ร้าน คำถามที่สงสัยคือการที่คุณเจอแมลงสาบในจานข้าว ส่งผลให้คุณเอต้องการทำลายทุกอย่างของร้านให้พังพินาศย่อยยับอย่างนั้นหรือ และคุณเอคาดหวังว่าไม่ว่าคุณเอกับพวกจะกดดันพนักงานยังไง คุณเอยังต้องการความสุภาพจากพนักงานในทุกกรณีอย่างนั้นหรือ
5. ท้ายเมล์คุณเอบอกว่าไม่มีเจตนาโจมตีใคร ผมคิดว่าน่าจะตรงกันข้ามนะครับ หากคุณเอหวังดีจริง คุณเอน่าจะบอกต่อว่า เวลาทานอาหารควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าสะอาดดี หากเจอแมลงสาบในอาหาร ควรขอคุยกับเจ้าของร้าน และบอกตามตรงว่าต้องการอะไร มากกว่าคำนามธรรมอย่าง “ความยุติธรรม”

ท้ายสุดแล้วในฐานะที่มีร้านอาหารเล็ก ๆ กับเขาร้านหนึ่งเหมือนกัน ผมคิดว่าหากเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น สิ่งแรกที่ผมคิดคือ แมลงสาบนี้คนกินใส่ลงไปเองหรือเปล่า หลังจากนั้นคงลองคุย ๆ ดูว่าเค้าต้องการอะไร และสุดท้ายผมคงจะให้ทานฟรีทั้งโต๊ะหากจำเป็น และแจ้งพนักงานทุกคนให้ระมัดระวังเรื่องนี้ให้มาก

อ่านเมล์ฉบับเต็มได้ดังนี้ (ปล.ผมขอเซ็นเซอร์ชื่อร้านนะครับ ด้วยว่าผมคิดว่ามันยุติธรรมกว่า)

> >ขอออกตัวก่อนว่า เรื่องที่เล่ากำลังจะเล่าและภาพที่ท่านกำลังจะเห็น
> >ไม่ได้จุดประสงค์ในการโจมตีใครถ้าเราไม่ได้เจอกับตัวเองและมีหลักฐานมายืนยัน
> >หากข้อมูลที่กำลังเล่าให้ท่านฟังทำให้ใครไม่พอใจ ก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย
> >
> >เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2550 ผมและเพื่อนๆ 10กว่าคน
> >นัดกันไปกินข้าวที่ร้านอาหารญี่ปุ่นxxxxxxxxxxxxxxxxxxx เราตัดสินใจกิน
> >buffet ชาบูชาบู ระหว่างที่รับประทาน กินไปได้ครึ่งทางกว่า
> >เพื่อนผมคนนึงเจอแมลงสาบขนาดกลางในจานข้าวผัดกระเทียม พวกผมถึงกับต้องหยุดกิน
> >เพราะกินไม่ลงแล้วจริงๆๆ รูปร่างที่สมบูรณ์ทั้งหัว ตัว ขา และหนวด
> >อยู่ในข้าวกระเทียม เพื่อนผมและผมได้เรียกพนังงานคนนึงเพื่อแจ้งเหตุการณ์นี้
> >และขอคุยกับผู้ใหญ่ของร้าน
> >
> >พวกผมรอได้ซักพักนึง ไม่รู้ว่าแค่เดินไปตามทำไมนานขนาดนี้
> >พนักงานหญิงท่านนึงที่เหมือนจะดูมียศกว่าเด็กเสริฟ์ธรรมดานิดนึงเดินมากระซิบบอกเบาๆ
> >สงสัยกลัวโต๊ะข้างๆ ได้ยิน ว่าขอโทษจริงๆๆ แล้วเราจะลดให้
> >10% กับคนที่ข้าวมีแมลงสาบ พวกผมตอบกลับไปเลยว่า หัวละ 360 บาทบวก 10% service
> >= 396 , 10% ของ 396 = 39 บาท
> >พี่จะรับผิดชอบที่เพื่อนผมกินข้าวกับแมลงสาบขนาดกลางด้วยส่วนลด 39 บาทหรอครับ
> >ข้าวจานเดียวก็หุงมาจากหม้อเดียวกันแหละครับพี่ เพื่อนผมถามพนักงานว่า
> >ทางผู้ใหญ่รับรู้เรื่องพวกนี้หรือป่าว
> >เค้าตอบกลับว่าส่วนมากตัวเค้าเองก้ดูแลที่ร้าน
> >ลูกค้าที่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ก็ต่อว่าดิฉันแบบนี้ตลอด (แปลว่า
> >นี่ไม่ใช่ครั้งแรกใช่มั้ย ที่ลูกค้าเจอแมลงสาบในอาหาร)
> >พวกผมยืนกรานที่จะขอคุยกับผู้จัดการร้าน พนักงานคนนั้นปฏิเสธว่า เค้าไม่สบาย
> >ไปโรงพยาบาล พวกผมไม่สนใจบอกว่า งั้นเอาเบอร์โทรศัพท์มา
> >ตอนแรกจะให้โทรมาที่ร้านวันพรุ่งนี้
> >ผมบอกว่าถ้าโทรมาพี่ไม่ให้ผมคุยกับผู้จัดการหรอก
> >ผมจะคุยวันนี้ตอนนี้และเดี๊ยวนี้ เค้าบอกว่าให้เบอร์มือถือไม่ได้
> >พวกผมก็บอกว่าไม่เป็นไร ก็ไปต่อสายมา เค้าบอกว่า ก็ไปต่อสายมา
> >ไม่สบายก็คุยโทรศัพท์ได้ พนักกงานก้บอกว่าเค้าเป็นคนญี่ปุ่น ผมก็บอกว่า
> >คุยภาษาอังกฤษก็ได้ พนักงานก็ปฏิเสธต่อไปไม่ไหวแล้วหลังจากยื่อมานาน
> >ก็ไปต่อสายมา ผมได้คุยกับผู้ชายท่านนึงที่พูดภาษาไทยได้แต่ไม่ชัด
> >ไม่รุ้ว่าไม่ชัดจริงๆหรือป่าวด้วยซ้ำ แต่ก็คุย ผู้ชายท่านนี้บอกว่า
> >ผมให้ส่วนลดแล้ว ก็รับผิดชอบแล้ว ผมบอกว่ามันไม่ได้อยู่ที่เงิน
> >มันอยู่ที่ทางร้านแสดงความรับผิดชอบและความเสียใจกับลูกค้าหรือป่าว
> >ไม่ใช่เอาส่วนลดมายัดเยียดให้ แถว 10% คนเดียว มันก็ไม่แฟร์หรอก
> >ผู้ชายท่านนี้ถามกลับว่าแล้วคุณต้องการอะไร!!!
> >นี่คือสิ่งที่ได้ยินจากผู้จัดการร้านพูดกับลูกค้า ผมบอกว่าต้องการความยุติธรรม
> >หลังจากนั้นผู้ชายท่านนี้ขอพูดกับพนักงานหญิงท่านเดิมต่อ
> >
> >ไม่นานหลังจากนั้น พนักงานหญิงท่านนั้นก็เดินมาบอกว่า
> >คิดราคาออกไปคนนึงเลยแล้วกัน คือกิน10กว่าคน 4000 เกือบ 5000บาท
> >เราไม่คิดหัวนึง 400 บาทแล้วกัน พวกผมตอบกับไปว่า
> >พวกพี่ยังไม่เข้าใจหรอครับว่า เราไม่ได้ต้องการเงิน แล้ว 400
> >บาทนี่มันก็ยังไม่สาสมกับการกระทำที่เกิดขึ้นหรอก
> >หลังจกเถียงเรื่องนี้ได้พักนึง พวกผมตัดสินใจว่าคงไม่ได้อะไรจากบทสนทนานี้มาก
> >เลยตัดสินใจว่าให้พี่พนักงานไปคิดเงินมาแล้วกัน
> >ไม่ต้องลดใดๆทั้งสิ้นเราขอจ่ายราคาเต็ม
> >แล้งทางเราจะดำเนินการเรื่องนี้ด้วยวิธีของพวกเราเอง ผมเสริมเพิ่มเติมว่า
> >เรื่องนี้จะต้องถึง คุ้มครองผู้บริโภคแน่นอน เพื่แนผมคนนึงเสริมต่อว่า
> >เราเอาจริงแน่ พนักงานหญิงท่านนั้นตอบว่า เค้าจะไม่ไป พวกผมบอกว่า
> >ไม่ไปก็ไม่เป็นไร เซ็นยินยอมว่าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นแล้วกัน
> >
> >หลักจากนั้น เราก็ได้บิลเรียกเก็บเป้นจำนวนเงิน สี่พันกว่าบาท
> >พวกผมเดินไปที่โต๊ะแคชเชียร์ แล้วบอกว่า
> >พี่ต้องเซ็นยินยอมแล้วเราจะจ่ายเงินราคาเต็ม
> >พนักงานหยฺงท่านเดิมกับพนักงานแคชเชียร์ผนึกกำลังกันตอบว่า
> >ทางร้านก็เสียใจและตอบแทนสินน้ำใจด้วยการลดราคาแล้ว คุณทำไมไม่เอา
> >เค้าไม่ได้เข้าข้างร้านนะแต่เค้าก็ทำแบบนี้ก็ไม่เห้นจะมีปัญหาอะไร
> >พวกพี่ก็ไปจ้างฉีดยาฆ่าแมลงทุกเดือน พวกผมบอกว่า
> >พวกผมเข้าใจดีว่าไม่มีใครต้องการให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น
> >แต่ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว คุณควรจะต้องรับผิดชอบ
> >เราเข้าใจว่าบ้านทุกหลังก็มีแมลงสาบ
> >แต่คุณเป้นร้านอาหารจะทำอะไรก็ต้องควบคุมดูแลอย่างดี
> >ไม่ใช้ร้านสวยแต่อาหารแบบนี้ใครจะไปอยากกิน อยากมา พี่ก็เซ็นมาแล้วกัน
> >จะได้จบๆกันไป
> >พนักงานสองท่านนี้ยืนยันที่จะไม่เซ็นและบอกว่าจะไม่มีทางเซ็นด้วย
> >พวกผมบอกว่าไม่เซ็นก็ไม่จ่าย พนักงานหญิงคนแรกถึงกับบอกว่า ไม่จ่ายก็ไม่เป้นไร
> >แล้วก็หยิบบิลใบนั้นขว้างไปที่โต๊ะแคชเชียร์ต่อหน้าพวกผมทุกคน
> >พวกผมถึงกับงงกับการกระทำและมารยาทในการต้อนรับลูกค้าของร้านนี้
> >พวกผมตอบกลับไปว่า ถ้าไม่จ่ายจะเกิดอะไรขึ้นมั้ยหล่ะ พี่จะฟ้องพวกผมมั้ย
> >พนักงานสองท่านนี้ตอบว่า ไม่ฟ้องหรอก แค่จะได้รู้ไว้ว่ากินแล้วไม่จ่าย
> >พวกผมถึงกับโมโหต่อแต่ก็ต้องพูดจาแบบสุภาพชนกลับไปว่า
> >พวกผมมากินร้านนี้ก็มีความสามารถทางการเงินที่จะชำระได้
> >เพียงแค่ขอให้พี่เซ็นยินยอมเหตุการณ์นี้ว่าเป้นความผิดทางร้าน แค่นั้นเอง
> >พวกผมก็บอกว่า ในเมื่อคุณไม่ให้ความยุติธรรมเรา คุณไม่เซ็น เราก็ไม่จ่าย
> >แล้วพวกผมก็เดินออกไปจากร้านนี้โยไม่คิดจะกลับไปกินร้านนี้อีก
> >
> >ก่อนที่จะจบเรื่อง อยากขอบอกกับทุกคนว่า เราไม่มีเจตนาโจมตีใคร
> >หากแต่ต้องการให้ ความยุติธรรมเกิดขึ้นในสังคม
> >เราผู้ซึ่งเป็นลูกค้าและผู้บริโภคได้รับผลกระทบนี้ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม
> >ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ได้
> >เราเพียงแค่ไม่ต้องการให้ใครมาเอารัดเอาเปรียบเรา
> >และเราก็ไม่ต้องการให้ท่านผู้อ่านเมลนี้ทุกท่านต้องมาเผชิญกับชะตากรรมแบบนี้เหมือนเรา
> >รูปถ่ายประกอบกับเนื้อเรื่องคงเป็นหลักฐานที่ชัดเจนเพียงพอที่จะยืนยันความผิดถูกได้
> >ขอขอบคุณทุกท่าน และกราบขอโทษทุกคนที่ทำให้เสียเวลาในการอีเมลนี้จนจบ
> >

6 Responses to “พลังของผู้บริโภค”


  • อันนี้เจ้าตัวเขาไปโพสใน pantip ด้วยหนิ อ่านเมื่อหลายวันก่อนนู้น

  • จากที่คุณ Wat บอกผมได้ไปอ่านเนื้อหาเพิ่มเติมแล้วครับที่ Pantip ผมได้รับคำตอบส่วนใหญ่ที่สงสัยแล้ว รู้สึกดีใจที่หลาย ๆ คนที่นั่นก็มีคำถามคล้าย ๆ กันนี้
    บังเอิญผมได้รับเนื้อหามาจากทางเมล์ เลยรู้สึกอยากแสดงความคิดเห็นเท่านั้นเอง

  • ยังไม่ได้ตามไปอ่านที่ Pantip นะครับ แต่กลับรู้สึกเพิ่มเติมอีกอย่างจากประเด็นคำว่า “ยุติธรรม” ที่คุณ eYacht เปิดไว้นะครับ…

    ผมรู้สึกว่า เดี๋ยวนี้เราใส่ใจกับการฟ้องร้องสินค้าหรือบริการไม่ได้คุณภาพมากขึ้น มองเผินๆ เหมือนเป็นเรื่องดีที่รู้จักป้องกันสิทธิผลประโยชน์ของตัวเอง แต่กลัวจังเลยครับว่า ต่อไปเราจะเลยเถิดจนเป็นเหมือนกับอเมริกาที่ขึ้นชื่อว่าเป็นลูกอีช่างฟ้อง เพราะว่าถ้าผู้บริโภคสามารถชนะคดีความได้เนี่ย เรียกค่าเสียหายได้จนรวยเละเทะครับ

  • ผมเองก็เจอผลกระทบของการเรียกร้องสิทธินี่เยอะเหมือนกัน
    ผมเองรู้สึกว่า คนไทยตอนนี้กำลังตื่นตัวในเรื่องของสิทธิของตัวเองม๊าก..มาก แต่ไม่ค่อยมีใครรู้จักหน้าที่ของตนเองเท่าใด

  • คุณ อียอร์ชเนี่ย คิดได้ตรงใจผมมาก (ลืมบอกไป)
    ขอให้เว็บนี้อยู่คู่คนไทยไปนาน…..

Leave a Reply


5 − = 4

A Little About Me


ชื่อ : eYacht (อ่านว่า อียอร์ช)
อาชีพ : พ่อค้า
อายุ : สามสิบนิด ๆ
เว็บ : eYacht.Lamfa.com
(อ่านว่า อียอร์ช.ล้ำฟ้า.คอม)
ที่อยู่ อุบลราชธานี - ประเทศไทย - เอเชีย - โลก - ระบบสุริยะ - กาแล็กซีทางช้างเผือก - กระจุกดาราจักรท้องถิ่น - กระจุกดาราจักรยวดยิ่งเวอร์โก - จักรวาล
บล็อกเก่า : แวะเยี่ยมบล็อกเก่าได้ที่นี่

Categories

I’m Using

Firefox 2

Get Thunderbird